พระพุทธเจ้า ต้นแบบแห่ง innovator

ในยุคปฎิวัติดิจิตอลทุกวันนี้ ผู้นำทางเทคโนโลยี และ innovator อย่างสตีฟ จอบส์, บิลล์ เกตส์, แลรี่ เพจ, มาร์ค ซัคเคอร์เบอร์ก, อีลอน มัสก์ ต่างก็ได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลก เนื่องจากเป็นผู้พัฒนาและนำเสนอเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่เพิ่มศักยภาพให้ผู้คนและแก้ปัญหาสำคัญต่างๆของโลก และมีบทบาทที่เรียกได้ว่ากลบบทบาทของผู้นำทางการเมืองทั่วโลก คนรุ่นใหม่จำนวนมากถือเอาคนเหล่านี้เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต

แต่เรื่องราวของคนเหล่านี้ก็ถูกถ่ายทอดจากสื่อต่างๆโดยเน้นในเรื่องทรัพย์สินและชื่อเสียงที่เขาได้รับแทนที่จะเน้นในเรื่องคุณประโยชน์ที่คนเหล่านี้ทำเพื่อโลก ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่ต้องการต้นแบบของ innovator ที่ทำประโยชน์อย่างมากมายต่อโลก โดยไม่ถูกกลบด้วยทรัพย์สิน เงินทอง และชื่อเสียง มิเช่นนั้นคนรุ่นใหม่เก่งๆของเราก็จะมุ่งทำเพื่อสิ่งภายนอกเหล่านั้นแทนที่จะทำเพื่อส่วนรวมและสังคมเราก็จะไม่มีโอกาสที่จะดีขึ้นเสียที

คนต้นแบบ innovator และ entrepreneur ในใจของผมเสมอมาก็คือพระพุทธเจ้า ด้วยความที่ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ทุกคนคงยอมรับในความดีความประเสริฐของท่าน แต่ข้อเสียคือเรามักจะเอาท่านไว้บนหิ้งบูชา เป็นบุคคลสูงส่งที่เราไม่อาจเอื้อมเอาเป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตอยู่เสมอ วันนี้ผมจะนำประวัติของท่านมาเล่าในฐานะของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ได้ค้นพบสิ่งล้ำค้าซึ่งได้สร้างประโยชน์ต่อคนทั้งโลกมาจนถึงทุกวันนี้ และมีเส้นทางชีวิตที่เป็นต้นแบบของ innovator ที่ทุกคนควรถือเป็นเยี่ยงอย่างในการดำเนินชีวิต แทนที่จะเก็บไว้บนหิ้งบูชา

hqdefault

————–

ในยุคพุทธกาลนั่นมีกระแสตื่นตัวเหมือนกับที่ทุกวันนี้มีกระแสตื่นตัว startup แต่ในยุคนั้น (เรียกว่า axial age) ตื่นตัวกันเรื่องหาสัจธรรม spiritual truth เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกทั้งในตะวันออกกลาง (อิสราเอล อิหร่าน) อินเดีย และ จีน แต่เนื่องจากยังไม่มีเทคโนโลยีสื่อสารอย่างทุกวันนี้ก็เลยต่างคนต่างก็ค้นหากันไปอิสระในอู่อารยธรรม 4 แห่งนี้

ในอินเดียคนก็ตื่นตัวกันมาก คนเบื่อสังคมเดิมๆที่ดูไม่มีแก่นสารก็ออกจากสังคมเดิมๆออกมาเป็นฤาษี ชีพราหมณ์ มาตั้งแคมป์กันฝึกโยคะ นั่งสมาธิ คนหาความจริงสูงสุดของชีวิต คล้ายๆ co-working space ในสมัยนี้ ฤาษีแบ่งกันใช้อาศรม แลกเปลี่ยนความรู้ไอเดียกันเพื่อไปให้ถึงฝัน ฝึกโยคะกันอย่างขมีขมัน

เจ้าชายสิทธัตถะ (ต่อไปขอเรียกสั้นๆว่าสิทธัตถะ) พ่อเลี้ยงดูอย่างดีปรนเปรอไม่อยากให้ออกบวชตามคำทำนายของพราหมณ์ แต่ก็มี angel (อันนี้ angel จริงๆคือเทวดา) ที่มาดลบันดาลใจ ไม่ได้ให้เงินแบบ angel investor แต่ให้แรงบันดาลใจเสกให้เห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย กระตุ้นให้สิทธัตถะออกหาความจริง

ตอนสิตธัตถะออกบวชถึงขั้นต้องขัดใจพ่อ และหนีภรรยากับลูกมา ลำบากใจกว่าคนที่ลาออกจากงานมาเป็น entrepreneur หลายเท่า เริ่มแรกก็ไปฝึกวิทยายุทธขั้นพื้นฐานกับรุ่นพี่ก่อนคือ อุทกดาบส กับ อาฬารดาบส เรียนรู้พื้นฐานโยคะ วิปัสนาต่างๆ (เหมือนหลายๆคนที่เรียนรู้พื้นฐานการทำธุรกิจและเทคโนโลยีจากที่ทำงานก่อน) จนรุ่นพี่บอกสอนหมดพุงแล้วที่เหลือต้องไปค้นหาเอาเอง (ค้นได้อย่าลืมกลับมาบอกพี่ๆด้วย)

ท่านก็เริ่มเดินไปด้วยตัวเอง bootstrap จากสิ่งที่ได้เรียนรู้มา เริ่ม recruit ทีมงานเข้ามาร่วมเดินไปตามฝัน (ปัญจวัคคีย์ — จริงๆท่านไม่ได้ recruit แต่ปัญจวัคคีย์ขอเข้ามาร่วมกับท่านเอง) เพียรทำทุกรกิริยาซึ่งทุกคนเชื่อว่าเป็นวิถีที่ถูกต้องเพื่อให้บรรลุความจริง

เมื่อไปนานวันเข้าท่านก็เห็นว่าไม่น่าจะเป็นหนทางที่ถูก ท่านก็ pivot เลิกทำทุกรกิริยา พอ pivot ปั๊บลูกน้องก็เสื่อมศรัทธาปุ๊บตีจากท่านไป (innovator บางท่านต้อง pivot แล้วลูกน้องเซ็ง บ่น ก็ขอให้คิดว่าขนาดพระพุทธเจ้ายังเจอเลย ไม่เป็นไร เรื่องธรรมดา) ท่านก็ไม่ว่าอะไรเดินหน้าหาความจริงต่อไปตามลำพัง

ด้วยความตั้งใจอย่างสูงและภูมิปัญญาอันสูงส่งท่านก็ได้ค้นพบสัจจธรรม ซึ่งอาจจะเทียบได้กับการ achieve product market fit (เจ้าชายก็มาเป็นพระพุทธเจ้าณ จุดนี้เอง) คือค้นหาสิ่งที่จะทำให้คนพ้นทุกข์ได้ แต่พอค้นพบก็เริ่มเห็นปัญหาความยากของธรรมะนั้นสูงเหลือเกิน จะมีใครฟังรู้เรื่องจริงหรือ (product มันดีแต่จะอธิบายให้คนเข้าใจและซื้อได้ยังไง)

คิดไปๆท่านก็ได้แนวคิดที่คล้ายๆ diffusion of innovation theory คือหลักการบัว 4 เหล่าที่เรารู้จักกัน (ประมาณเดียวกับการแบ่งลูกค้าเป็น innovator, early adopter, etc…) ทำให้เห็นว่าเป็นไปได้ที่จะ innovate เรื่องธรรมะแต่ต้องเลือกลำดับในการ convert ให้ถูกและควรจะ focus กับคนที่พร้อมจะรับ innovation นี้ที่สุดก่อน และคนที่พร้อมลำดับถัดไป ตามลำดับ

กลับไปหารุ่นพี่ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่ม innovator ที่สุดแล้ว กะว่าจะนำธรรมะไปสอนปรากฎว่าเสียชีวิตไปแล้วทั้งสองคน จึงเดินทางไปหาลูกน้องเก่าปัญจวัคคีย์ผู้ซึ่งเป็นกลุ่ม innovator เหมือนกันคือค้นหาความจริงอยู่แล้ว พอเล่าให้ฟังแป๊บเดียวก็เข้าใจและขอบวช (ในรูปแบบนี้เทียบได้กับทั้ง convert ลูกค้า และ convert recruits ในจังหวะเดียวกัน เพราะสาวกทั้งรับเอาหลักธรรมไป = ซื้อ product และเข้ามาร่วมหมู่สงฆ์ = เข้ามา join team)

หลังจากปัญจวัคคีย์ กลุ่มถัดมาเป็น early adopter คือไม่ได้ออกบวชแต่เริ่มเกิดความเบื่อหน่ายในโลก ก็คือยสะกุลบุตร 55 คน และภัททวัคคีย์ 30 คน เป็นลูกเศรษฐีกันทั้งสองกลุ่ม และก็เสพกามกันมาจนอิ่มเอียน หลังจากที่ convert สองกลุ่มนี้แล้วท่านก็ได้ convert พระอรหันต์รวมกันทั้งหมดถึง 90 องค์ ภายในเวลาสั้นๆ ท่านก็สั่งให้ทั้งหมดไปแผยแผ่ธรรมะ ให้เกิดเป็น viral campaign กระจายตัวออกไป

ขั้นต่อไปท่าน convert ชฎิล 3 พี่น้องซึ่งมีสาวกรวมกันถึง 1,000 คน ขั้นนี้ท่านต้องออกแรงเหนื่อยหน่อย ทั้งแสดงอิทธิฤทธิ์ (demo day) ทั้งแสดงธรรม (pitching) แต่ก็คุ้มมากๆเพราะชฎิล 3 พี่น้องนี้เป็นที่นับถือของคนเมืองราชคฤห์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธซึ่งมีขนาดใหญ่และกำลังมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ convert ชฎิล 3 พี่น้องและสาวกได้สำเร็จเหมือนเป็นการ cross the chasm เกิดการ reference บอกต่อจากชฎิลไปยังชาวเมืองราชคฤห์ (early majority) หลังจากนั้นไม่นานก็สามารถ convert คนทั้งเมืองได้ตามมาเป็นลำดับ

นอกจากนี้ที่เมืองนี้ท่านยังได้ venture capital รายแรกเข้ามาสนับสนุนคือพระเจ้าพิมพิสารบริจาคสวนเวฬุวันให้เป็นวัดแห่งแรกในพุทธศาสนาคือวัดเวฬุวัน เป็น Headquarter แห่งแรกของพุทธศาสนา

ก่อนที่ท่านจะขยายพุทธศาสนาต่อได้มีการประชุม All-hand meeting เหล่าอรหันต์ 1,250 รูป ในวันมาฆบูชา ได้แสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งโดยเนื้อหาถ้าเข้าไปดูรายละเอียดนั้นก็คือ Mission Vision statement บวกกับ Principle และ Standard Operating Procedure ของศาสนาพุทธและเหล่าสงฆ์เพื่อให้วัฒนธรรมองค์กรมีความชัดเจนและเข้มแข็ง

ในที่ประชุมเดียวกันท่านยังได้มีการจัดโครงสร้างองค์กรให้ชัดเจน มีพระสารีบุตรเป็นมือขวาเปรียบได้กับ COO คือคนที่เทศนาได้เทียบชั้นกับพระพุทธเจ้า และพระโมคคัลลานะเป็นมือซ้ายคอยสนับสนุน หลังจากนั้นพุทธศาสนาก็เจริญมาตามลำดับจนถึงทุกวันนี้ ผลงานของท่านคือหลักธรรมนี้เป็นที่ยอมรับจากคนทั่วทุกมุมโลกไม่เว้นคนต่างชาติต่างศาสนา

จนถึงวันนี้องค์กรที่ท่านได้ก่อตั้งถึงจะมีเสื่อมถอยไปตามกาลเวลาแต่ก็นับได้ว่าเป็นองค์กรที่มีอายุยืนนานที่สุดมากกว่า 2,500 ปี เป็นองค์กรที่ตั้งมั่นแต่จะทำสิ่งดีเพื่อมนุษยชาติโดยไม่เลือกเพศ เชื้อชาติ และเผ่าพันธุ์ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ยากจะหาใครเทียบได้ทั้งในอดีต แม้ผู้นำทางเทคโนโลยีที่เป็นที่ชื่นชมจากคนทั่วโลกในปัจจุบันก็ยังไม่มีใครที่จะประสบความสำเร็จเทียบกับท่านได้เลยจริงๆ

————–

ถ้าดูตามนี้เราจะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้เป็นเทวดายอดมนุษย์ที่จะเสกอะไรให้เกิดขึ้นก็ได้ตามใจ แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ใช้สติปัญญาพิจารณาหาวิธีที่ดีที่สุดในการบรรลุเป้าหมาย ใช้ทั้งกลยุทธ์ กุศโลบาย และการบริหารจัดการ เหมือนกับ innovator ที่จะต้องใช้ความคิดพิจารณาว่าจะหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะผลักดันองค์กรให้เกิดประโยชน์กับลูกค้าและ stakeholder อื่นๆสูงสุด

ผมหวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้อ่านได้ศึกษาชีวิตท่านเอาเป็นเยี่ยงอย่างในการทำงานและใช้ชีวิต อย่าเพียงเก็บท่านไว้บนหิ้งไหว้บูชากันไปเพียงนั้นแต่เอาประวัติท่านมาเป็นแบบอย่างและกำลังใจในการทำงานเพื่อสร้างประโยชน์ให้มนุษยชาติกันอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่ทำเพียงเพื่อทรัพย์สิน เงินทอง และชื่อเสียงที่ตัวเองจะได้เป็นหลัก แต่มุ่งประโยชน์ที่ผู้อื่นจะได้รับเป็นสำคัญ

ความสำคัญของหัวหน้าทีม

จะทีมเล็กทีมใหญ่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้ทีมสร้างผลงานได้ก็คือหัวหน้าทีม
หัวหน้าทีมที่เก่งคือคนที่สามารถบริหารความสัมพันธ์ทั้งในทีมและนอกทีมได้อย่างลงตัว
การสร้างความสมดุลของความสัมพันธ์รอบทีมคือหน้าที่ที่สำคัญที่สุดสำหรับหัวหน้าทีม
คนที่เป็นหัวหน้าคนเป็นครั้งแรกหลายคนจะรู้สึกอึดอัดเพราะไม่มีใครพอใจ 100% กับเราสักคน
ลูกน้องก็ไม่ 100% เจ้านายก็ไม่ 100% ลูกค้าก็ไม่ 100% ซัพพลายเออร์ก็ไม่ 100%

จริงๆถ้าทำไปสักพักจะรู้ว่าในสภาพสมดุลแล้วเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นอย่างนั้น
ถ้ามีใครพอใจกับเรา 100% ก็แสดงว่าต้องมีใครสักคนที่ติดลบ อาจจะติดลบ 100% ด้วยซ้ำ
อย่างนั้นก็ไม่ใช่สภาพสมดุลแล้วล่ะ
ในสภาพที่สมดุลคนรอบตัวเราจะพึงพอใจเราเพียงแค่ระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ความพึงพอใจคนรอบข้างก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

การเป็นหัวหน้าทีมจึงต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งและมั่นคง
ต้องทนกับสิ่งเลวร้ายที่วิ่งเข้าใส่โดยไม่ตอบโต้ตามอารมณ์
แต่ต้องคิดไตร่ตรองอยู่ตลอดเวลาว่าควรทำอะไรภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ไม่ให้เสียสมดุล

ในชีวิตผมยังไม่เจอใครสักคนที่เกิดมาก็ทำได้เลย
เจ้านายเก่าที่เป็นหัวหน้าที่โคตรเก่งทุกคนก็เล่าถึงประสบการณ์เลวร้ายกว่าจะมาถึงจุดปัจจุบัน
ลูกน้องที่เป็นหัวหน้าทีมเก่งๆทุกคนก็ฝ่าฟันกว่าจะเป็นหัวหน้าทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนตัวเองไม่ต้องพูดถึง ถ้าจะเปรียบเปรยก็คือแผลเป็นเหวอะหวะเต็มหลังไปหมด

ผมขอให้กำลังใจคนที่พยายามอยู่ และขอให้อดทน
ไม่มีสิ่งมีค่าใดๆที่ได้มาอย่างยั่งยืนโดยไม่ต้องใช้ความพยายาม
อย่าท้อถอยกับอุปสรรคและเสียงรอบข้าง
ถ้ามันเป็นกันได้ง่ายๆคนมันคงไม่มีความหมายอะไร
มันโคตรยากนี่สิถึงคุ้มค่าที่จะพยายาม

สู้ๆครับทุกคน

Steve Jobs’ quote on Entrepreneurship

Steve Jobs about “Entrepreneurship” in an 1995 interview as the head of NeXT and Pixar
“Unless you have a lot of passions about it, you’re gonna not survive, you are gonna give it up. You gotta have an idea, or a problem, or a wrong that you wanna right that you’re passionate about. Otherwise you are not gonna have the perseverance to stick it through. And I think that’s half the battle right there.”

สปิริตนักรบนักผจญภัย กับ หัวใจโกอินเตอร์

คนหลายชาติหลายวัฒนธรรมที่ประสบความสำเร็จในการสร้างธุรกิจข้ามชาติมักจะมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่บูชานักรบผู้บุกชนะดินแดนต่างๆนอกบ้านเกิดเมืองนอนตัวเอง หรือนักผจญภัยที่ออกไปค้นพบดินแดนใหม่ๆในโลก

นักรบนักผจญภัยแห่งยุโรป

คนยุโรปผู้เป็นต้นกำเนิดธุรกิจข้ามชาติมีพื้นฐานวัฒนธรรมจากกรีกโรมัน เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมกรีกโรมันเราคงพอจะนึกถึงฮีโร่ของเขาได้หลายคน พระเจ้าอเล็กซานเดอร์, จูเลียส ซีซาร์, ล้วนแล้วแต่เป็นนักรบที่ชนะบ้านอื่นเมืองอื่นอย่างราบคาบ เป็นฮีโร่ที่คนยุโรปบูชานับถือกัน อเล็กซานเดอร์รบชนะเปอร์เซียซึ่งเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุคนั้น จูเลียส ซีซาร์ รบชนะเผ่าเยอรมันในดินแดนกอล (ฝรั่งเศษในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นดินแดนป่าเถื่อนซ่องสุมพวกป่าเถื่อนที่สร้างความเดือดร้อนให้อณาจักรโรมันอยู่ตลอดมา

ในยุคของการค้นพบดินแดนใหม่ของโลก สปิริตของนักรบผู้ชนะดินแดนได้ถูกเปลี่ยนรูปมาเป็นการค้นพบและบุกเบิกดินแดนใหม่ๆในโลกที่คนยุโรปยังไม่รู้จัก เกิดเป็นนักผจญภัยผู้ค้นพบดินแดนใหม่อย่างเช่นคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส, บาโทโลมิว ดิแอส, วาสโก ดา กามา, เฟอร์ดินาน แมกเจลแลน, ฯลฯ คนหนุ่มมากความสามารถต่างฝันใฝ่สร้างชื่อเสียงในการเป็นนักผจญภัยผู้ค้นพบดินแดนใหม่ในโลกกว้าง

ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคนยุโรปก็คือคนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในแง่การขยายธุรกิจออกไปทั่วโลก โดยได้แรงผลักดันมาจากการเป็นนักผจญภัยผู้ค้นพบและครองครองดินแดน แต่เปลี่ยนจากรูปแบบการรบมาเป็นการค้าแทน บริษัทที่ยิ่งใหญ่ของยุโรปในยุคนั้นอยู่ในรูปแบบของบริษัทที่ได้รับสัมปทานผูกขาด (Monopoly concession) จากรัฐบาลอย่าง British East India company ของอังกฤษ เป็นต้น

อเมริกัน Cowboy

ในสหรัฐอเมริกาช่วงบุกเบิกฝั่งตะวันตกของทวีอเมริกา (Wild Wild West) คือช่วงยุคครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 เกิดฮีโร่พวกใหม่ในวัฒนธรรมอเมริกัน (ซึ่งก็มีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรมยุโรป) คือโคบาล หรือ Cowboy ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกไปดินแดนฝั่งตะวันตกซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายจากพวกอินเดียนแดงที่โหดร้าย สภาพภูมิประเทศที่ไม่คุ้นเคย โจรต่างๆ Cowboy เป็นผู้ที่ทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาขยายดินแดนไปจนสุดฝั่งตะวันตกของทวีปในรัฐแคลิฟอร์เนีย โอเรกอน และ วอชิงตัน ในปัจจุบัน Cowboy ยังคงเป็นฮีโร่ใจจิตใต้สำนึกของคนอเมริกัน ในฐานะผู้บุกเบิก ผู้ค้นพบดินแดนใหม่ ผู้ชนะอินเดียนแดง

หลังสงครามโลก ยุโรปถดถอยและอ่อนแอจากสงคราม บริษัทอเมริกันเข้มแข็งและเข้ามาแทนที่ยุโรป ได้เกิดบริษัทอเมริกันจำนวนมากที่เป็นผู้นำในโลกในผลิตภัณฑ์และบริการแทบทุกอย่าง ได้เข้าไปครองครอบตลาดทั่วโลกในลักษณะเดียวกับยุโรปในยุคก่อนหน้า ซึ่งสปิริตของ Cowboy ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถอธิบายแรงขับเคลื่อนนักธุรกิจให้ขยายธุรกิจไปครองครองตลาดต่างๆทั่วโลก

ตอนผมอยู่สหรัฐอเมริกาได้มีโอกาสทำงานในบริษัทอเมริกันหลายแห่งก็พบว่านักธุรกิจและผู้บริหารชาวอเมริกันก็ยังได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรม Cowboy อย่างมาก โดยเฉพาะคนที่อยู่ในสายงานด้านการขาย การตลาด การพัฒนาธุรกิจ ซึ่งเป็นพวกที่มีหน้าที่ในการขยายธุรกิจ ต่างก็มีบุคลิกและวัฒนธรรมของ Cowboy ที่บูชาความกล้าหาญ กล้าได้กล้าเสีย ต้องการเอาชนะคู่ต่อสู้เพื่อครอบครองตลาดเป้าหมาย (ตลาดเข้ามาแทนที่ที่ดินในแง่่ของเป้าหมายในการเอาชนะและครองครอง) ซึ่งเป็นคุณค่าที่อยู่ในวัฒนธรรม Cowboy เช่นเดียวกัน หลายคนชอบคิดถึงตัวเองเหมือนเป็น Cowboy จริงๆและภาคภูมิใจในบุคลิกดังกล่าวเป็นอย่างมาก

คนญี่ปุ่น นักรบแห่งเอเชีย

ในคนเชื้อสายเอเชียต้องถือว่าคนญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่ประสบความสำเร็จมากในการขยายธุรกิจออกไปทั่วโลก ถ้าเรามาวิเคราะห์ดูก็จะพบว่าคนญี่ปุ่นมีจิตวิญญาณนักรบอย่างแรงกล้าตั้งแต่ยุคซามูไร วัฒนธรรมของซามูไรเน้นความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว การเอาชนะผู้อื่นในการรบ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเองชาวญี่ปุ่นก็ได้พยายามเน้นย้ำคุณค่าดังกล่าวเพิ่มเติมเข้าไปอีก ได้มีการค้นพบประวัติความยิ่งใหญ่ของเจ็งกีสข่านในยุคนั้น ชาวญี่ปุ่นถือว่ามองโกลก็เป็นชาวเอเชีย และการที่เจ็งกีสข่านเป็นผู้ที่รบชนะได้ดินแดนมาครองครองมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลกแสดงให้เห็นว่าชาวเอเชียไม่แพ้ใคร ผู้นำชาวญี่ปุ่นในขณะนั้นได้นำเอาตำนานเจ็งกีสข่านมาปลูกฝังคนญี่ปุ่นทั้งพลเรือนและทหารเพื่อสร้างความมั่นใจของความเป็นชาวเอเชียที่ยิ่งใหญ่

นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันการขยายอณาเขตของประเทศญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งก่อนที่จะแพ้สงครามญี่ปุ่นก็ได้ขยายอณาเขตของตัวเองไปอย่างกว้างขวางทั่วเอเชียตะวันออก ในจีน เกาหลี ไต้หวัน พม่า เวียตนาม แม้ไทยเราก็ถือว่าอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นอยู่่ช่วงหนึ่งด้วย

หลังสงครามโลกจิตวิญญาณนักรบถูกเปลี่ยนจากการพยายามยึดดินแดนมาเป็นการยึดครองตลาด บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จแข่งขันกับบริษัทจากโลกตะวันตก สามารถครองครองตลาดทั่วโลกได้ เป็นชาติเอเชียชาติแรกที่สะเทือนความมั่นใจของชาติตะวันตกในแง่ของการแข่งขันทางธุรกิจ บริษัทโตโยต้าปัจจุบันก็ถือว่าครองแชมป์บริษัทผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ล้มแชมป์อย่าง GM ของสหรัฐฯไปได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

คนไทยผู้รักสงบ

เมื่อมองย้อนกลับมาดูสังคมไทย จะเห็นได้ว่าเราไม่มีวัฒนธรรมบูชานักรบเหมือนคนชาติอื่นที่ได้กล่าวถึงในข้างต้น ประเทศไทยเป็นที่ที่อุดมสมบูรณ์ เราไม่เคยคิดจะไปยึดบ้านเมืองใครเพราะบ้านเมืองเรามีทุกอย่าง ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ส่วนใหญ่เราไม่เคยคิดที่จะไปอยู่บ้านอื่นเมืองอื่นเพราะบ้านเราน่าอยู่ที่สุด อาหารอร่อย มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม คนไทยนิสัยดีน่ารักกว่าคนอื่น

นี่เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือเราเป็นที่รักของทุกคน ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่ว่าเราจะอยู่ข้างคนแพ้หรือคนชนะ เราไม่เคยถูกทำร้ายอย่างทารุณโหดร้ายเหมือนชาติอื่นๆ ช่วงล่าอณานิคมชาติตะวันตกก็ไม่มายึดครองเมืองไทยเหมือนที่ทำกับพม่า ลาว เวียตนาม เขมร ตอนที่ญี่ปุ่นมายึดครองไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองก็ไม่ได้ทำทารุณโหดร้ายกับคนไทยเหมือนที่ทำกับคนจีน เกาหลี และเวียตนาม ตอนเราแพ้สงครามโลกครั้งที่สองพร้อมญี่ปุ่น พวกตะวันตกก็ถือว่าเราโดนบังคับ ก็เสมอตัวกันไป ไม่ลงโทษเราเหมือนผู้แพ้สงครามอื่นๆ คนชาติต่างๆไม่ว่าจะเป็น แขก จีน ญีปุ่่น ฝรั่ง ต่างก็มีทัศนคติที่ดีกับคนไทย (ยกเว้นเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ๆอาจจะไม่่ชอบเรานักเพราะมีประวัติที่ไม่ดีต่อกันในอดีต)

แต่ข้อเสียก็คือเราไม่ค่อยจะมีความทะเยอทะยาน ambition ที่จะไปเอาชนะคนอื่นนอกบ้านนอกเมืองเรานัก ในแง่ของธุรกิจส่วนใหญ่เราแค่พอใจที่จะทำตลาดในบ้านเรา มีน้อยบริษัทนักที่บุกฝ่าไปต่างประเทศเพื่อเอาชนะครองครองตลาดต่างประเทศ เพราะแรงผลักดันเหล่านี้มันไม่ได้อยู่ในสายเลือดคนไทย เรารักสงบ เราไม่มีความทะเยอทะยานที่จะไปชนะคนบ้านอื่นเมืองอื่นเหมือนวัฒนธรรมนักรบนักผจญภัยที่ผมกล่าวถึงในข้างต้น

การที่เราจะพัฒนาคนไทยให้สามารถขยายธุรกิจออกไปต่างประเทศ ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่จะช่วยคือการปลูกฝังจิตวิญญาณนักรบนักผจญภัยให้เกิดขึ้นในหัวใจคนรุ่นใหม่ สร้างแรงผลักดัน ambition เพื่อให้เขาอยากจะชนะคนอื่นในเชิงธุรกิจ อยากจะบุกออกไปต่างประเทศยึดครองตลาดบ้านอื่นเมืองอื่น สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองและประเทศ แล้วเราก็อาจจะมีบริษัทเหมือนโตโยต้า ซัมซุง ที่เป็นที่ครั่นคร้ามไปทั่วโลกเช่นเดียวกับเพื่อนชาวเอเชียอย่างญี่ปุ่น และ เกาหลีเช่นเดียวกัน

———————————

ข้อยกเว้น : คนยิวและคนจีน ผู้เป็นนักธุรกิจในสายเลือด

ในบรรดาชนชาติที่ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจอย่างสูง มีแค่สองชนชาติที่ไม่ได้มีวัฒนธรรมความเป็นนักรบนักผจญภัยเด่นชัดมากเหมือนชาติอื่นๆที่กล่าวถึงข้างต้น นั่นก็คือคนยิวและคนจีน ทั้งสองพวกนี้เรียกได้ว่ามีความเป็นพ่อค้าความเป็นนักธุรกิจในสายเลือด และได้ประสบความสำเร็จในด้านการค้าด้านธุรกิจตั้งแต่ยุคที่โลกยังเอาชนะกันด้วยสงครามและอาวุธแทนที่จะเป็นการค้าเหมือนทุกวันนี้

สองชนชาตินี้ไม่ได้เทอดทูนบูชานักรบและนักผจญภัยนัก ค่อนข้างจะรักสงบด้วยซ้ำ (คนยิวค่อนข้างรักสงบจนเมื่อหลังสงครามโลกมานี่ถึงเริ่มจับอาวุธสู้คนอื่น คนจีนเองถึงจะมีนักรบ นักวางกลยุทธ์ที่เก่งกาจหลายคน แต่ในวัฒนธรรมจีน ตามปรัชญาขงจื๊อ ก็บูชานักปราชญ์ที่มีความรู้ เป็นจอหงวน มากกว่าจะบูชานักรบ) คนยิวและคนจีนกลับให้ความสำคัญกับการค้าและธุรกิจแต่ไหนแต่ไรมา

อย่างไรก็ดีหัวใจนักธุรกิจค่อนข้างจะฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมทั้งสอง ในประเทศไทยเองเมื่อมีการแต่งงานระหว่างคนไทยและคนจีน วัฒนธรรมบางอย่างก็จางลงไป คนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากที่มีความเป็นไทยมากกว่าความเป็นจีน เริ่มทำงานตามแบบสังคมไทยเช่นเป็นข้าราชการ เป็นพนักงาน ความเป็นนักค้าขายนักธุรกิจก็จางลงไปบ้างหรือหายไปเลยก็มี (ผมเองทางคุณแม่มีเชื้อจีนแต้จิ๋ว 100% แต่ท่านมายึดอาชีพเป็นแพทย์ เป็นข้าราชการและนักวิชาการ ถึงคุณแม่จะโตมาในครอบครัวพ่อค้า คุณตาเป็นพ่อค้าข้าว แต่คุณแม่ผมไม่เคยได้ขายของอะไรเลยทั้งชีวิต เป็นแต่หมอรักษาคนไข้)

ทฤษฏีวิวัฒนาการ Tech Ecosystem

ความคิดนี้ได้มาจากการไปออกงาน Start It Up, Power It Up วันนี้ผมเลยเก็บมาขีดๆเขียนไว้เผื่อจะเป็นประโยชน์กับผู้สนใจเรื่อง Tech Startup

หลายคนเปรียบเทียบบ้านเรากับประเทศอื่นที่เจริญด้าน Tech Industry โดยเฉพาะอย่างเช่นสหรัฐอเมริกาแล้วเกิดคำถามว่าทำอย่างไรจะเป็นอย่างเขาได้บ้าง

ผมขอเสนอทฤษฏีหนึ่งซึ่งอธิบายการพัฒนาการของ Tech Ecosystem ซึ่งก็อาจจะมองได้เหมือนระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติจริงๆเช่นหนองน้ำ ป่า ซึ่งจะต้องมีความสมดุลย์กันของ species ต่างๆมีทั้งนักล่าอย่างเสือสิงห์โต สัตว์กินพืช จุลินทรีย์ต่างๆ

 

สำหรับ Tech Ecosystem ที่สมดุลย์ผมมองว่าประกอบด้วย 3 species ที่สำคัญคือ Technologist ซึ่งก็คือคนสาย technology เป็นผู้สร้างระบบสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆ Tech Entrepreneur ผู้ที่นำระบบและผลิตภัณฑ์ต่างๆไปสร้างเป็นบริษัทที่ทำกำไรได้ และ Tech Investor คือนักลงทุนไม่ว่าจะเป็น Angel, VC, Private Equity, ฯลฯ

เท่าที่ดูจากสหรัฐฯ species ต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการกลายพันธุ์จาก species หนึ่งไปยังอีก species หนึ่ง จาก Technologist มาเป็น Tech Entrepreneur (Bill Gates, Steve Jobs, Larry Page, Sergey Brin) จาก Tech Entrepreneur มาเป็น Tech Investor (Mike Markkula, Guy Kawasaki)

ผมอยากจะขยายความว่าการกลายพันธุ์ที่ว่านี้หมายความว่าไม่ได้มี species ไหนที่ถือว่าเจริญก้าวหน้ากว่าอีก species หนึ่งนะครับ แต่ทั้ง 3 species นั้นเสริมซึ่งกันและกัน และก็ไม่สามารถทำหน้าที่แทนกันได้ เพราะฉะนั้น Tech Entrepreneur ไม่ได้เหนือกว่า Technologist และ Tech Investor ก็ไม่ได้เหนือกว่า Technologist และ Tech Entrepreneur แต่อย่างไดทั้งสามต่างก็ต้องการกันและกัน

การกลายพันธุ์ที่ว่านั้นมีความสำคัญมาก เนื่องจากความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในการเป็น species เก่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สามารถแสดงบทบาทใน species ใหม่ได้อย่างถูกต้อง การจะเป็น  Tech Entrepreneur นั้นถ้าไม่มีความเข้าใจในการเป็น Technologist จะทำให้การตัดสินใจในเรื่องต่างๆไม่สามารถทำได้อย่างถูกต้อง เช่นเดียวกัน การจะเป็น Tech Investor ได้ต้องมีความเข้าใจในการเป็น Tech Entrepreneur อย่างลึกซึ้งมิฉะนั้นก็ไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเช่นเดียวกัน

ผมคิดว่าจุดกำเนิดของ Tech Ecosystem คือการวิวัฒนาการและการกลายพันธุ์มาเป็น 3 species ที่ว่านี้ อย่างไรก็ดีเมื่อมีครบ 3 species แล้วการเพิ่มจำนวนของ species แต่ละอย่างก็อาจะทำได้ในทางลัดมากขึ้นไม่จำเป็นต้องพึ่งการกลายพันธุ์

หมายความว่าเมื่อ Tech Ecosystem ใดมีครบ 3 species แล้วก็อาจจะแพร่พันธุ์เพิ่มขึ้นได้ในกลุ่มเอง Tech Entrepreneur สามารถ train คนที่ไม่ใช่ Technologist ให้กลายเป็น Tech Entrepreneur ได้โดยตรง โดยคนนั้นไม่จำเป็นต้องเป็น Technologist ก่อน Tech Investor ก็สามารถ train คนที่ไม่ได้เริ่มมาจากการเป็น Tech Entrepreneur ให้เป็น Tech Investor ได้ อย่างที่เราเห็นกันใน Silicon Valley ก็มี Tech Entrepreneur และ Venture capitalist ที่มาสายตรงโดยไ่ม่ได้ใช้วิธีกลายพันธุ์อย่างที่อธิบายข้างต้น

สำหรับเมืองไทย ผมมองว่าเรามี species แรกอยู่คือ Technologist ที่เก่งๆระดับโลก

ส่วน Tech Entrepreneur เรายังขาดแคลนซึ่งมีหลายสาเหตุ

1. วัฒนธรรม คนเก่งบ้านเราส่วนใหญ่มุ่งไปทำอาชีพอื่นๆที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหรือได้รับการยกย่องจากสังคมมากกว่าเช่น ข้าราชการ, นักบริหารในองค์กรใหญ่, อาจารย์, Investment Banker, Management consultant มีคนเก่งที่มาสนใจการเป็น Tech Entrepreneur ยังน้อย

2. ตลาด ตลาดบ้านเราในแง่ขนาดยังเล็ก บางตลาดมีเรื่องใต้โต๊ะ การละเมิดลิขสิทธิ์ยังแพร่หลาย และที่สำคัญที่สุดคือคนไทยไม่นิยมใช้ของไทยด้วยกันเอง นิยมของนอกมากกว่า

3. skill การเป็น Tech entrepreneur ต้องมี skill หลายๆด้านเช่น การบริหารจัดการ technology การตลาด การขาย การเงิน ซึ่ง skill พวกนี้เป็น skill ที่เรียนในสถาบันได้แต่ทฤษฏีเท่านั้น ส่วนทางปฎิบัตินั้นหาเรียนได้ยาก Tech Entrepreneur ต้องขวนขวายเอง ต่างจากใน Tech Ecosystem ที่มี species ครบก็จะเป็นการถ่ายทอดโดยตรงจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง เมืองไทยเรายังไม่มี Tech Entrepreneur มากพอที่จะเกิดการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง

เนื่องจาก Tech Entrepreneur ยังขาดแคลนอยู่เช่นนี้ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมปรับกลยุทธ์ The VC Group จากเดิมที่เป็น Tech Investor กลับมาเป็น Tech Entrepreneur เสียเอง เราพยายามสร้าง 3 species นี้ให้เกิดขึ้นภายในองค์กรแล้วก็หวังว่าจะ spin off ออกไปเป็นบริษัทและสร้าง Tech Ecosystem ให้ครบวงจรได้ในอนาคต

เราทำการ partner กับองค์กรระดับโลกอย่าง Foxconn เพื่อดึงเอา Technologist ที่เก่งที่สุดที่จะหาได้ให้มาอยู่รวมกัน รวมตัวกันให้ได้ก่อน ในขั้นต่อไปเราจะพยายามกระตุ้นให้เกิดการกลายพันธุ์จากกลุ่ม Technologist ให้มาเป็น Tech Entrepreneur ให้ได้

จากประสบการณ์ที่ผมเคยรับบทบาทเป็น Tech Investor ผมพบว่าเงินลงทุนไม่ใช่เรื่องหายาก สิ่งที่ขาดแคลนคือบริษัทที่น่าเข้าไปลงทุน ดังนั้นถ้าเราสามารถกระตุ้นให้เกิด Tech Entrepreneur ขึ้นได้มากๆ เก่งๆ ขั้นตอนต่อไปเป็นขั้นที่จะเกิดขึ้นอัตโนมัติิคืิอการสร้าง Tech Investor นั้นแทบจะไม่ต้องทำอะไรมากเพราะมีเงินจ่อรออยู่แล้ว

ขอให้กำลังใจ Tech Entrepreneur และ Tech Entrepreneur-to-be ทุกท่านๆ ขอให้เราร่วมแรงร่วมใจสร้าง Tech Ecosystem ให้เกิดขึ้นในเมืองไทยด้วยกันด้วยครับ

Hi-tech startup เมืองไทย ความฝัน หรือสิ่งที่เป็นไปได้? (ตอนที่ 2)

กลับมาอีกครั้งสำหรับบทความชุดนี้ที่เขียนตอน 1 เมื่อปีครึ่งที่แล้ว (10 ตุลาคม 2553) ต้องขอโทษครับที่หายไปเสียนาน

ช่วงนี้มีการริเริ่มในด้าน hi-tech startup จากคนไทยหลายๆท่าน ไม่ว่าจะเป็น คุณหนุ่ย กับ UniTV คุณภาวุธ กับ ZocialRank คุณกระทิงกับ Disruptive University

ส่วนบริษัทผมเอง Venture Catalyst ได้มีการร่วมมือในระดับ Joint Venture กับบริษัทชั้นนำหลายบริษัทตัวอย่างเช่น Foxconn ผู้ผลิต OEM iPhone, iPad ให้กับ Apple จนปัจจุบันเปลี่ยนมาเรียกกลุ่มบริษัทที่ถือหุ้นโดย Venture Catalyst รวมกันในชื่อของ The VC Group เพื่อให้เป็นเอกภาพในด้านภาพลักษณ์ขององค์กร (และประหยัดค่าพิมพ์นามบัตร!)

ทำให้คันไม้คันมืออยากเขียนบทความภาคต่อของบทความแรกมาแชร์ให้ผู้ที่สนใจเรื่อง hi-tech startups ได้อ่านกัน

ความเดิม

ขอท้าวความบทความที่หนึ่งผมเล่าเรื่องข้อจำกัดของการสร้าง hi-tech startup ในเมืองไทย ประเด็นหลักเป็นเรื่องของตลาดซึ่งมีขนาดเล็กหรือมีข้อจำกัดอื่นๆ (เช่นการละเมิดลิขสิทธิ์, ระบบใต้โต๊ะ) ไม่ว่าจะเป็นตลาด consumer hardware, consumer software, ตลาด SME, ตลาดหน่วยงานรัฐ

ไปๆมาตลาดในเมืองไทยที่ผมมองว่าน่าพอจะเป็นฐานในการสร้าง hi-tech startup เมืองไทยได้สำหรับผมมีแค่ตลาดธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทุนหนาพอและมีความมั่นคงด้านการเงินพอที่จะทดลองนวัตรกรรมใหม่ๆได้โดยไม่ทำให้บริษัทต้องเชือด resource มาจากงานหลักที่ทำรายได้และกำไรอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นในกรณีบริษัทที่มีขนาดเล็ก พูดง่ายๆคือองค์กรใหญ่น่าจะมีทุนทรัพย์พอที่จะเป็นฐานลูกค้าให้กับบริษัท hi-tech startups ได้มากกว่าตลาดกลุ่มอื่นๆในมุมมองของผม

หลายท่านคงสงสัยว่าบ้านอื่นเมืองอื่นโดยเฉพาะ Silicon Valley สหรัฐอเมริกา บริษัท startups ที่เห็นโด่งดังไม่เห็นจะขายให้องค์กรใหญ่ ส่วนใหญ่กลับเป็นบริษัทที่ขายของให้ consumer เสียด้วยซ้ำ เช่น facebook.com, google.com, Apple ทำไมเมืองไทยถึงต่างไป ?

จริงๆต้องตอบว่าสิ่งแวดล้อมสำหรับ hi-tech startups เมืองไทยเรามีสิ่งที่แตกต่างจากสหรัฐฯ อยู่มากทำให้กลยุทธ์ที่น่าจะได้ผลในการสร้าง hi-tech startups ในเมืองไทยอาจจะแตกต่างเป็นอย่างมากกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะเรื่องขนาดตลาดซึ่งของเรามีขนาดเล็กและมีปัญหาด้านอื่นๆอีกมาก ด้วยเหตุผลด้านขนาดตลาดทำให้ผมมองว่าตลาดองค์กรใหญ่เป็นตลาดที่เหมาะสมสำหรับhi-tech startups ที่มุ่งทำตลาดในประเทศเป็นหลัก (ซึ่งน่าจะเป็นส่วนใหญ่ของ hi-tech startups ไทย)

ในบทความนี้จะขยายความไปถึงกรณี hi-tech startups ไทยที่ยินดีไปบุกตลาดต่างประเทศซึ่งจะเปิดประตูไปสู่อีกโลกหนึ่งในแง่ธุรกิจ hi-tech startups ที่โกอินเตอร์ในลักษณะดังกล่าวอาจจะเหมาะกับกลุ่มตลาดอื่นๆนอกเหนือจากองค์กรใหญ่ได้ด้วย อย่างไรก็ดีมีข้อคิดเกี่ยวกับประเด็นอื่นๆนอกเหนือไปจากเรื่องกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วย (กรุณาอ่านต่อครับ)

สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้าง hi-tech startups ในสหรัฐฯ

1) ตลาดขนาดใหญ่

สหรัฐฯมีประชากรมากกว่า 300 ล้านคน มีระดับรายได้ที่สูง มีกำลังซื้อสินค้าบริการใหม่ๆได้อย่างมากมาย ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ออกมาสามารถขายได้อย่างสะดวกในทุกรัฐเนื่องจากอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจเดียวกันไม่มีภาษีนำเข้าส่งออกระหว่างรัฐ คนในประเทศพูดภาษาเดียวกันการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทำได้อย่างสะดวกในทุกช่องทางการสื่อสาร

2) สถาบันการเงิน (รวมถึง Venture Capital) ที่ให้โอกาส hi-tech startups

สถาบันการเงินตื่นตัวในการลงทุนในบริษัท hi-tech startups เนื่องจากมีโอกาสสูงในการทำกำไรจากการขายหุ้นเมื่อเข้าตลาด (IPO) แม้กระทั่งจะขายในลักษณะ Acquisition ก็มีโอกาสทำกำไรได้สูงเช่นเดียวกัน (instagram) Venture Capital, Angel investors, Private Equity ต่างกระตือรือร้นหาดาวดวงใหม่ (บริษัท hi-tech startups) และแย่งกันลงทุนในบริษัทดังกล่าวอย่างล้นหลาม

3) สถาบันการศึกษาที่แข่งแกร่งด้าน technology

Stanford, Berkeley, MIT, CMU, etc. สถาบันดังกล่าวเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ดึงดูดมันสมองชั้นยอดของโลกมารวมอยู่ด้วยกัน เป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญสำหรับการตั้งบริษัท hi-tech startups

4) ระบบกฎหมายที่เข้มแข็งในการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาเข่นลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์

ลองคิดดูว่าถ้าสหรัฐฯคนไปซื้อซอฟท์แวร์เถื่อนกันเหมือนในบ้านเราตอนนี้ไมโครซอฟท์คงไม่ได้มาถึงทุกวันนี้

5) เครือข่ายการสื่อสาร (เช่น broadband, 3G-4G, fiber to home ฯลฯ) ที่ครอบคลุมและรวดเร็ว

บริการออนไลน์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น e-commerce, social network ต่างก็พึ่งพาเครือข่ายการสื่อสารที่ดีพร้อม การที่สหรัฐฯมีเครือข่ายที่พร้อมก็สามารถทำให้ hi-tech startups สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขวาง สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ รายได้ค่าโฆษณาซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่ใช้บริการก็ได้รับผลดีไปด้วยเช่นเดียวกัน

หันมามองบ้านเรา

เป็นข่าวร้ายที่ทั้ง 5 อย่างนั้นส่วนใหญ่บ้านเราแทบจะไม่มีดีเลยสักอย่างเดียว ถ้าจะมีที่พอจะมีดีอยู่บ้างคือสถาบันการศึกษา ถึงจะไม่ world class ระดับ Stanford แต่เราก็ผลิตวิศวกรมีฝีมือดีออกมาบ้างแม้ปริมาณจะไม่มาก (ที่พูดได้เต็มปากเพราะสัมผัสวิศวกรไทยเก่งๆมาด้วยตัวเองแล้วมากมาย)

ส่วนเรื่องอื่นๆอีกสี่เรื่องถือว่าด้อยกว่าสหรัฐฯมาก ตลาดมีขนาดเล็กอย่างที่วิเคราะห์ไปในตอนที่ 1 นักลงทุนให้ความสนใจ hi-tech sector ค่อนข้างน้อย ไปเน้นหุ้น blue chip ลงทุนแนว value investment มากกว่า (ซึ่งก็ถือว่าเป็นวิธีลงทุนที่ดี Warren Buffet ก็ใช้วิธีนี้ แต่วิธีนี้ไม่ได้สนับสนุน hi-tech sector นัก) ระบบกฏหมายเรื่องทรัพย์สินทางปัญญายังไม่เข้มแข็งนัก และเครือข่ายการสื่อสารยังถกเถียงกันเรื่อง 3G (แบบที่ควรจะเป็นคือ 2.1 GHz) อยู่ในขณะที่คนอื่นเขาไป 4G กันหมดแล้ว

ถึงแม้จะด้อยกว่าเขาในทุกด้านแต่ก็ไม่ใช้ว่าสิ้นหวัง หลายประเทศที่พื้นดินไม่สมบูรณ์ (อิสราเอลเป็นต้น) ยังหาเทคนิควิธีต่างๆปลูกพืชจนได้ ประเทศเราไม่มีปัจจัยสนับสนุน hi-tech แต่ก็น่าจะมีวิธีในการสนับสนุนให้เกิดขึ้นมากันจนได้ อย่างไรก็ดีผมคิดว่าวิธีทำให้ hi-tech startups เกิดในบ้านเรานั้นจะไปลอกเอากลยุทธ์ของ hi-tech startups ในสหรัฐฯมาทั้งดุ้นเลยนั้นคงจะยากอยู่ อย่างที่เห็นว่าสภาพแวดล้อมนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง (Disruptive University โดยคุณกระทิงน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการผสมผสานวิธีที่เหมาะให้เข้ากับบ้านเรา เนื่องจากเจ้าตัวมีประสบการณ์ทั้งที่บ้านเราและที่ Silicon Valley เจ้าตำหรับ)

มาเข้าประเด็นกันเลย ผมคิดว่ากลยุทธ์ที่เราน่าจะใช้น่าจะมีหัวข้อใหญ่ 5 ข้อดังต่อไปนี้นะครับ

1. เลือก Product Market ที่ยังใหม่ ยังไม่ถูก dominate โดย big player

ตัวอย่าง UniTV ถือว่า target ตลาด Smart TV box ที่ยังค่อนข้างเริ่มต้น ยังไม่เป็น red ocean เหมือน tablet และ smart phone ส่วน ZocialRank เป็น analytics ที่น่าจะมีประโยชน์กับธุรกิจก็เป็นตลาดที่กำลังจะเริ่ม take off  อย่างไรก็ดีทั้งสองเจ้าก็ต้องระวัง big brother จะเข้ามาทุบตลาดในอนาคต ต้องหาจุดขายให้ชัดเจนแล้วเร่งมือสร้างความแข็งแกร่งนำหน้าไปอย่างรวดเร็ว

2. ใช้ตลาดไทยเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น ต้องวางแผน regional market อย่างจริงจังตั้งแต่วันแรก

ถ้าไม่วางแผนไว้แต่แรกโอกาสที่ product จะกลายเป็น local แทนที่จะเป็น regional มีสูงมาก และอย่างที่ผมวิเคราะห์เอาไว้นะครับว่าตลาด local คือตลาดในประเทศนั้นเล็กเกินไป ถ้าจะหวังแค่นี้โอกาสไปต่อจะยากโขอยู่ เพราะฉะนั้นอย่างน้อยควรจะมี regional ambition หรือถ้าให้ดีควรจะเป็น global ambition ไปเลยถ้ามีแรงพอ ZocialRank คุณภาวุธประกาศชัดว่ามี regional ambition อย่างนี้ถือว่าดีครับ

ในแง่ของการออกตลาดต่างประเทศ ผมแนะนำให้ leverage พันธมิตรต่างชาติให้ได้มากที่สุดในการขยายตลาดออกนอกประเทศ จริงอยู่ถ้ามีทุนหนาจะไปตั้ง office ต่างประเทศเลยก็ทำได้ แต่ผมเชื่อในเรื่องของพันธมิตรว่าเป็นวิธีขยายตลาดที่เร็ว ประหยัดต้นทุน และลดความเสี่ยง สิ่งสำคัญคือเลือกพันธมิตรให้เป็น ซึ่งก็เลือกยากพอๆกับเลือกคู่ครองนั้นแหละครับ มีดวงประกอบด้วย ไม่ใช่ฝีมือแค่อย่างเดียว

3. พยายามทำธุรกิจที่ไม่ต้องพึ่งพาการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญามากนัก

ผมเชื่อว่าประเทศส่วนใหญ่ใน region นี้ก็มีปัญหาคล้ายบ้านเราคือเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าจะรอให้ระบบกฏหมายทุกประเทศที่เราจะเข้าไปสมบูรณ์ก่อนคงต้องรอไปอีกนานครับ ควรออกแบบ business model ให้ไม่ต้องพึ่งพาทรัพย์สินทางปัญญาให้มากจนเกินไป ลักษณะแบบ shrink-wrapped software เสี่ยงมากครับก้อปกันได้ง่ายๆ smartphone app ถ้าจะทำควรจะมี secret sauce อยุ่ใน back-end ให้มาก เพราะตัว app ถึงจะมี app store แต่ก็ก้อปกันได้เช่นกัน (ไม่เชื่อไปเดินแถว fortune ดู) อุปกรณ์แบบ appliance ก้อปได้ไม่ง่ายนักในแง่นี้้ก็ถือว่าผ่าน

4. ทำธุรกิจที่เริ่มจาก scale ไม่ต้องใหญ่มากได้

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วจะดีมากถ้า business model สามารถเริ่มจาก scale ที่ขนาดไม่ใหญ่มากได้เนื่องจากสามารถทำตลาดภายในประเทศได้ก่อนแล้วขยายออกต่างประเทศในภายหลัง ธุรกิจประเภทที่ต้องคาดหวังลูกค้าจำนวนมหาศาลเพียงเพื่อ breakeven ดูแล้วอาจจะลำบากสักหน่อยสำหรับสภาพแวดล้อมบ้านเรา มีข้อกเว้นถ้ามีพันธมิตรแกร่งที่สามารถเข้าตลาดขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วก็อาจะสามารถทำได้

5. ทำธุรกิจที่มี recurring revenue และ profit ระหว่างดำเนินการไปด้วย

ในข้อนี้หมายถึงว่าแทนที่จะทำธุรกิจที่ไม่มีเงินเข้ามาเลยโดยรอคนมาซื้อบริษัทอย่างเดียวเหมือนในสหรัฐฯ อาจจะเป็นวิธีที่เสี่ยงมากเกินไปสำหรับสภาพแวดล้อมบ้านเรา น่าจะพยายามทำธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ระหว่างทางได้ด้วย เรียกได้ว่าไม่ต้องพึ่งคนมาซื้อบริษัทแค่อย่างเดียว ถึงจะไม่มีคนมาซื้อก็สามารถสร้าง cashflow มาหล่อเลี้ยงบริษัทได้ด้วย มีข้อยกเว้นในกรณีมีทุนหนาสามารถรอได้เป็นหลายๆปีก็อาจจะไม่สนใจ profit ในระยะสั้นได้ อย่างไรก็ดีความเห็นผมคือถ้าสามารถสร้างรายได้ได้ในระหว่างดำเนินการก็เป็นสิ่งที่น่าจะทำ

ธุรกิจบางประเภทเช่น e-commerce และ web portal มี exit strategy หลักคือการถูก acquire โดยผู้เล่นรายใหญ่จากต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น sanook.com (ซื้อไปโดย MIH) tarad.com (Rakuten) สองเจ้านี้และแทบจะทุกรายที่ประสบความสำเร็จในการถูก acquire ล้วนแล้วแต่มีรายได้และกำไรในการดำเนินการก่อนถูกซื้อไป สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองด้วย ถ้ามีแต่ขาดทุนตลอดหวังแต่ว่าจะมีคนมาซื้อไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ acquirer ก็จะมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าในการต่อรองราคาซื้อ ดังนั้นข้อคิดสำหรับคนที่กำลังคิดจะปั้น hi-tech startups ถึงจะวางแผนว่าจะขายบริษัทในท้ายที่สุดก็ตามควรจะพยายามอยู่ให้ได้ด้วยลำแข้งตัวเอง (ในแง่การเงิน) มิฉะนั้นจะไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลยกับคนที่เข้ามาซื้อ (คือไม่ขายก็อยู่ต่อไม่ได้นั่นเอง)

Hi-tech startup เมืองไทย ความฝัน หรือสิ่งที่เป็นไปได้? (ตอนที่ 1)

วันนี (10 ตุลาคม 2553) ผมมีโอกาสไปเป็น guest speaker ใน Entrepreneur sessionที่งาน Google DevFest Bangkok 2010 เป็นงานที่ Google มาโชว์เคสเทคโนโลยีต่างๆที่น่าสนใจมาก นอกจากผมก็มีคุณภาวุธ (tarad.com) คุณหมอจิมมี่ ผู้มาเป็นโปรแกรมเมอร์ด้วยความจำเป็นแต่สามารถส่งซอฟท์แวร์ไปขายต่างประเทศได้เป็นกอบเป็นกำ และน้อง Gat จากบริษัท LevelUp ผู้ทำเกม facebook น้องใหม่

ความคิดหลายอย่างตกผลึกจากการตอบคำถามในงานนี้ ผมเลยมาเขียนเก็บเอาไว้ที่นี่เผื่อจะมีประโยชน์กับหลายๆท่านที่มีฝันร่วมกับผมและอยากสร้างบริษัท hi-tech startup ในเมืองไทย ผมจะเขียนเป็น series นะครับโดยแต่ละบทความจะเขียนเพื่อตอบประเด็นแต่ละเรื่องที่ได้มีการพูดคุยกันในวันนั้นและสิ่งอื่นๆที่ผมคิดได้หลังจากงาน

การสร้างบริษัท hi-tech ในเมืองไทยมีข้อดีข้อเสียอย่างไร?

นี่เป็นคำถามแรกที่ผมมีหน้าที่ตอบในงานนี้

ผมเชื่อว่าทุกคนที่อุตส่าห์เดินทางมาฟังถึงงานนี้อยากสร้างธุรกิจ hi-tech ในเมืองไทยทั้งนั้นไม่มากก็น้อย พนักงาน Google ที่มาร่วมในงาน ผมรับรู้ความรู้สึกได้เลยว่าอยากให้ Google มาเปิด office ในเมืองไทยจะได้ทำงานที่บ้านเกิดเมืองนอน ผมเองก็อยากทำธุรกิจ hi-tech เลยตั้งบริษัท Venture Catalyst ขึ้นมาเพื่อช่วยด้าน funding และด้าน consult ให้กับ hi-tech startup ในเมืองไทย

จริงๆผมไม่อยากจะทำให้คนที่ฟังเสียกำลังใจ แต่จากประสบการณ์ผมทั้งหมดผมสรุปได้เพียงอย่างเดียวว่า เมืองไทยมีข้อเสียหรือข้อจำกัดในการสร้างบริษัท hi-tech มากกว่าข้อดีอย่างมากมาย แต่ถึงจะไม่อยากทำให้เสียกำลังใจ ผมก็คิดว่าทุกคนที่ทำงานสายนี้ควรทำทั้งที่รู้ความเป็นจริงมากกว่าที่จะทำเพราะเพ้อฝันและหลงเข้าใจผิดไป เลยต้องเล่าความจริงให้ทุกคนฟัง อย่างน้อยก็จากมุมผม (และผมก็ยังทำงานนี้อยู่ดี แสดงว่ามันต้องมีทางไปได้ แล้วจะอธิบายให้ฟังว่าทำไมนะครับ)

ข้อดีของเมืองไทยที่ผมคิดได้คือบ้านเมืองเราน่าอยู่ สถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม อาหารอร่อย คนนิสัยดี (คน Google มาบอกในงานว่า Google Singapore อาหารแย่มาก โดยเฉพาะผัดไทย ถึงขนาดกุ๊กโดนไล่ออก อะไรจะปานนั้น) ? จะเห็นว่าไม่เกี่ยวอะไรกับ hi-tech ทั้งสิ้น

ข้อเสียของการสร้างธุรกิจ hi-tech ในเมืองไทยมีหลายเรื่อง เรื่องที่สำคัญที่สุดในความคิดผมคือเรื่องของศักยภาพตลาด hi-tech ในเมืองไทยเอง ในงานผมบอกว่าตลาด hi-tech ในเมืองไทยมีขนาดเล็ก เวลามันกระชับผมเลยพูดสั้นไปหน่อย จริงๆที่ผมจะบอกคือตลาดที่สามารถรองรับการสร้างบริษัท hi-tech startup ในเมืองไทยนั้นมีขนาดเล็กเกินไป

ผมอยากจะชี้ความแตกต่างระหว่างการสร้าง hi-tech startup ขึ้นมาในเมืองไทย กับการเอาสินค้า hi-tech จากต่างประเทศเข้ามาขายในเมืองไทย ไอ้อย่างหลังไม่มีปัญหาครับ ทำได้ มีคนได้รายได้ดีจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า hi-tech จากต่างประเทศมากมาย แต่อันนี้ไม่ใช่สิ่งที่เรากำลังพูดกัน เวลาพูดถึง hi-tech startup เราหมายถึงการสร้างสินค้าบริการ hi-tech ไม่ใช่แค่การเอามาขาย (แต่ไม่ได้มีอะไรเสียหายนะครับ แค่คนละประเด็น)

ที่ผมบอกว่าตลาดเล็กไปสำหรับ hi-tech startup ผมขอแตกรายละเอียดอธิบายทีละ segment ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นนะครับ

1. ตลาดซอฟท์แวร์สำหรับ consumer

มองรอบตัวคุณว่ามีสักกี่คนที่ซื้อซอฟท์แวร์ลิขสิทธ์ใช้ครับ…. เห็นภาพนะครับ คุณหมอ Jimmy ที่อยู่ใน Panelist สามารถขายซอฟท์แวร์สำหรับ consumer ได้ แต่ขายที่ยุโรปนะครับ คือคุณหมอแกทำซอฟท์แวร์ดีมากแต่แจกฟรีเพื่อโปรโมทก่อน แต่แจกเพลินจนฝรั่งที่ทำซอฟท์แวร์คล้ายๆกันต้องบอก เฮ้ยมึงเลิกให้ฟรีสักทีตูขายไม่ได้เลย คุณหมอบอกก็ไม่รู้จะขายยังไงนี่หว่า เมืองไทยแมร่งใช้ของเถื่อนกันทั้งนั้น ไปๆมาไอ้ฝรั่งคนนั้นเลยมาเป็นพาร์ทเนอร์ช่วยขายซอฟท์แวร์ไปตลาดยุโรปจนได้เรื่องได้ราว เป็น success story ที่ฟังแล้วน่าสนใจ ขำดี

คุณหมอบอกเองว่าขายที่เมืองไทยตอนนั้นยังไงก็มองไม่ออกว่าจะขายยังไงในตอนนั้น ผมคิดว่าถึงตอนนี้ก็ยังยากอยู่ครับ สรุปคือขายซอฟท์แวร์สำหรับ consumer เมืองไทยลำบากจริงๆ ถ้าจะทำจริงๆขายต่างประเทศไปเลยดีกว่า อย่างที่คุณหมอทำ ส่วนอีกตัวอย่างที่บางคนอาจใช้แย้งข้อนี้ของผมคือ Asiasoft ซึ่งก็ขายเกมซึ่งถือเป็นซอฟท์แวร์ให้กับ consumer ในเมืองไทย ต้องบอกว่า Asiasoft เป็นลักษณะของ Game publisher มากกว่า คือเอาเกมที่ซื้อจากที่อื่นมาทำการตลาดในเมืองไทย (ไม่ได้มีอะไรเสียหายนะครับ คุณเจ้าของท่านก็รวยไป แค่ไม่ใช่ hi-tech startup ในรูปแบบที่เรากำลังคุยกันอยู่)

2. ตลาดฮาร์ดแวร์สำหรับ consumer

ถ้าคุณตั้งบริษัททำฮาร์ดแวร์ขึ้นมาขาย consumer ในเมืองไทย สิ่งที่จะเสียเปรียบคู่แข่งที่มาจากประเทศใหญ่ๆอย่างจีนก็คือ economy of scale ผู้ผลิตในประเทศใหญ่มีข้อได้เปรียบเพราะแค่สามารถเอาผลิตภัณฑ์ขายในประเทศตัวเองได้ก็สามารถสร้าง economy of scale ได้แล้ว เมื่อราคาต่ำลงจาก economy of scale ก็สามารถเอาไปขายประเทศอื่นๆได้อีก ประเทศเราเล็กเมื่อเทียบกับประเทศพวกนั้น แข่งกันยากหน่อยครับ ตัวอย่างที่เป็นข้อยกเว้นที่ผมเห็นคือ Talking Dict ซึ่งใช้ความได้เปรียบทางด้านภาษาไทยซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีและน่าเอาแบบอย่างสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับภาษานะครับ ยังไงคนไทยก็เก่งภาษาไทยกว่าชาติอื่น (อย่างน้อยก็ตอนนี้นะครับ)

3. ตลาดซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์สำหรับ SME

คุณภาวุธ บอกในงานว่าควรทำขายสินค้าบริการที่ทำให้ธุรกิจทำรายได้มากขึ้น อย่าไปทำอะไรที่เพิ่มประสิทธิภาพอะไรเลยเพราะเขาไม่สนใจหรอก ผมอยากจะบอกว่าเห็นตรงกันเป๊ะ ผมเห็นด้วย 1000%

อันนี้จากประสบการณ์โดยตรงของผมตอนที่อยู่ที่ True ผมเคยเอาสินค้าบริการหลายอย่างไปขาย SME ส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จขายได้คือสิ่งที่ช่วยด้านการขายการตลาด ให้เกิดรายได้ขึ้นมาแบบจับต้องได้ อะไรที่บอกมาสร้างความแตกต่าง มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ขายไม่ออกครับ ฝุ่นจับหนาเตอะเลย ผมเคยขายสินค้าบริการที่นอกแนวนี้ได้อยู่เหมือนกัน เป็นแบบที่ลดต้นทุนแต่ลดแบบทันตาเห็น เลยขายได้ แต่พวกนี้ก็ไปไม่ได้ไกลนักเพราะถ้าจุดขายคือราคาแล้วส่วนเราก็ต้องลดราคาแข่งกันอยู่ร่ำไปจนกว่าจะขาดทุนกันไปข้างนึง

เพราะอะไรหรือครับ ผมฟันธงว่าเพราะกลยุทธ์ธุรกิจ SME ไทยส่วนใหญ่เน้นขายอย่างเดียว ไม่เน้นสร้างความแตกต่างของสินค้าบริการอย่างจริงๆจังๆ อย่างมากคือ packaging เพราะฉะนั้นเครื่องไม้เครื่องมือ IT ที่เอามาช่วยสร้างความแตกต่างอะไร พูดไปเถอะครับแทบจะไม่ได้รับความสนใจเลย เอายอดขายไว้ก่อน โฆษณาไม่ได้ผลก็ลดราคา Sanook.com Tarad.com Kapook.com Pantip.com ทั้งหลายแหล่ก็ได้รายได้จากโฆษณาบ้างหน้าร้านออนไลน์บ้าง ล้วนแล้วแต่เกี่ยวกับแนวเพิ่มรายได้ทั้งนั้น เพราะยอดขายระยะสั้นคือเป้าหมายสูงสุดเป้าหมายเดียว ของ SME ไทยส่วนใหญ่

เพราะฉะนั้นไม่แปลกใจว่าเทียบกับประเทศอื่นๆแล้ว SME ไทยถือว่ามีการเอา IT มาใช้เป็นส้ดส่วนที่น้อยมาก ถ้า SME เราสนใจการนำเอา IT มาช่วยธุรกิจในด้านอื่นๆมากกว่านี้เราก็น่าจะเห็นธุรกิจ hi-tech ที่มีความหลากหลายมากกว่านี้ ผู้ประกอบการ hi-tech จะมากกว่านี้ แต่เท่าที่เราเห็นๆก็จะไปในแนวทางที่คล้ายๆกันกับตัวอย่างที่ผมยกมาหลายเว็บไซต์

4. ตลาดซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์สำหรับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่

เทียบกับตลาดที่พูดมาทั้งหมดผมมองว่าตลาดนี้เป็นตลาดที่มีศักยภาพที่สุด มีเงิน และ มีการวางแผนระยะไกลที่ทำให้เรื่องของการสร้างความแตกต่างแบบที่ต้องนำเอาเทคโนโลยีมาใช้เป็นสิ่งที่ผู้บริหารคำนึงถึง แต่ตลาดนี้ก็มีประเด็นอยู่เหมือนกันคือเนื่องจากองค์กรใหญ่ มีเงิน ก็สามารถซื้อของแพงๆจากต่างประเทศได้ ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงกับสินค้าใหม่ในประเทศที่ยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเอง

อีกเรื่องหนึ่งคือส่วนใหญ่กระบวนการจัดซื้อใช้เวลาพอสมควร และมีผู้ตัดสินใจหลายคน และกระบวนการตัดสินใจบางครั้งก็ขึ้นอยู่กับการเมืองภายในองค์กร (เทียบกับ SME ที่ส่วนใหญ่เถ้าแก่ตัดสินใจหมด) โจทย์คือหาองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ หรือ องค์กรที่อยากช่วยบริษัท hi-tech ไทยให้เกิด ซึ่งผมมั่นใจว่ามีครับ เพราะตัวเองก็เจอๆอยู่ โจทย์คือต้องหาองค์กรเหล่านี้ให้เจอ และพยายามเข้าให้ถูกช่องทาง

5. ตลาดซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์สำหรับราชการ

เป็นตลาดที่ใหญ่มาก แต่อย่างที่เราพอรู้กันอยู่ว่าตลาดนี้โดยส่วนใหญ่มีกระบวนการตัดสินใจที่ยากแท้หยั่งถึงได้ เฉพาะคนที่อยู่วงในเท่านั้นที่จะเข้าใจ ผมคิดว่าเพราะที่การตัดสินใจมีปัจจัยอื่นที่อาจจะไม่เกี่ยวกับ merit ของตัวสินค้าบริการ (พูดแค่นี้นะครับ คิดเอาเองว่าหมายถึงอะไร) ตลาดนี้จึงเป็นพื้นฐานที่ไม่ดีนักกับการสร้างบริษัท hi-tech startup

ที่คิดอย่างนี้เพราะการสร้างบริษัทไม่ใช่แค่มีเงินเข้าจากลูกค้าก็พอ การสร้างบริษัทคือการสร้างคน สร้างทีม และสร้างวัฒนธรรม พนักงานและองค์กรต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวและแข่งขัน เพื่อเพิ่มความสามารถมากขึ้นเรื่อยๆและขยายตลาดให้กว้างไกลออกไป ถ้ามีสภาพการแข่งขันที่เหมือนกับการแข่งขันจริงในตลาดที่จะขยายไป องค์กรก็จะเก่งในทางที่ถูกขึ้นเรื่อย แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าสภาพการแข่งขันเน้นการใช้กำลังภายในในแบบฉบับของรายการไทย องค์กรก็จะหันไปเก่งในทางนั้น ปัญหาก็คือความเก่งแนวนี้มันเอาไปใช้อะไรไม่ได้หรือใช้ได้น้อยในตลาดอื่น

หลายท่านอาจจะมองว่าใช้ตลาดนี้เป็นฐานไปในการสร้างสินค้าบริการไปก่อน แล้วพอไปตลาดอื่นๆก็ปรับตัวไปตามตลาดนั้น อันนี้แล้วแต่จะคิดนะครับ ส่วนตัวผมค่อนข้างจะเชื่อว่าจุดเริ่มต้นที่ไม่ดีมักส่งผลไปยาวไกลกว่าที่เราคิดเสมอ

พูดมาถึงจุดนี้ คุณผู้อ่านคงสงสัยว่าผมดูเหมือนจะไม่มีความเชื่อในการสร้างhi-tech startup ในเมืองไทยเลย แล้วผมตั้งบริษัท Venture Catalyst มาเพื่ออะไร

คำตอบคือผมรักในการทำ hi-tech startup ครับ เหมือนที่คุณ Alan Nobel Director ของ Google Australia พูดในงานว่า “Life is too short, just do what you love? หรืออะไรประมาณนี้ ผมรักงานนี้ และที่สำคัญผมรักเมืองไทย ผมต้องการจะทำงาน hi-tech startup ในเมืองไทย ถ้าผมรัก hi-tech มากกว่าผมจะทำงาน hi-tech ที่อเมริกา ถ้าผมรักเมืองไทยมากกว่าผมจะเลือกเดินสายอื่นที่มีโอกาสชัดเจนกว่า hi-tech แต่ผมรักสองอย่างและผมไม่อยากเลือก ผมจึงทำ hi-tech ที่เมืองไทย

แต่ผมเป็นคนที่ถ้าทำอะไรต้องเห็นทางสำเร็จ เพราะฉะนั้นคงเดาได้ว่าผมตัดสินใจเลือกแนวทางนี้เพราะผมคิดว่าจากประสบการณ์ที่เจอด้วยตัวเองและการวิเคราะห์ในทุกด้าน ผมพอจะหาแนวทางที่เราจะสามารถสร้าง hi-tech startup ในเมืองไทยได้แล้ว และอยากที่จะแบ่งปันให้กับคนที่มีความฝันร่วมกัน

ในบทความถัดไปผมจะตอบคำถามถัดไปของ Google ว่าถ้าอยากสร้างธุรกิจ hi-tech ในเมืองไทยต้องทำอย่างไร? อย่าลืมติดตามนะครับ