ผู้ท้าชิง dominant local Digital Platform

ผู้ท้าชิงในการเป็น dominant local Digital Platform ใน Southeast Asia ณ จุดนี้คือ Go-Jek, Grab, Shopee, Lazada ซึ่งมาจากสองสายคือสาย Ride-sharing และ สาย Marketplace และทั้งสองสายก็บุกไปยังด้าน Payment เป็นที่เรียบร้อย คนที่ทำ Payment เพียวๆน่าเป็นห่วง โดนเบียดแน่ๆ

ส่วนสาย Chat ค่อนข้าง Fragmented และไม่น่าจะ domate ได้ระดับ regional อย่างมากได้แค่ในระดับประเทศ โดยมีทั้ง Line, WhatsApp, WeChat รวมถึง Facebook Messenger แบ่งเค้กกันอยู่ คิดว่าน่าจะยัง Fragmented ไปเรื่อยๆแหละ

ส่วนผู้เล่นมะกันอย่าง Facebook และ Youtube ก็ dominate สาย Media และยังคงปักหลักอย่างเหนียวแน่น ทำอุตสาหกรรมสื่อ local ปั่นป่วนกระจายเป็นบุพเพอาละวาด (เกี่ยวยังไงนะ?) ทั้งคู่ก็คงขยับขยายชิงพื้นที่อื่นๆที่ยังเหลือ และวันนึงก็คงจะมาจ๊ะเอ๋ชนกับผู้เล่น Local ที่กำลังท้าชิงกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านอย่างที่เล่าไป

เกมนี้น่าติดตามยิ่งนัก รอดูตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ และก็ยังรอผู้ท้าชิงจากไทยอยู่นะ เมื่อไรจะมาซักที? รอนานแล้ว เลิกออกงาน startup pitching contest กันได้แล้ว การแข่งขันจริงๆมันไม่ได้อยู่ในอีเวนต์นะออเจ้า!!!

Artificial Ignorance

เบื้องหลัง AI ก็คือคนที่สร้าง AI ถึงจะเป็น AI ที่สร้าง AI ก็ยังต้องมีคนที่สร้าง AI ที่สร้าง AI อยู่ดี กระแสที่บอกว่า AI จะมาแทนอาชีพนั้นอาชีพนี้ ท้ายสุดก็คือการบอกว่าคนสาย AI จะมาแทนอาชีพที่ว่าจะถูกแทนที่ด้วย AI นั่นเอง #เขียนเองมึนเอง

ปรากฏการณ์ทีวีดิจิตอล Broadcast คู่ขนานบน FB Live

ในระยะสั้นเชื่อว่าการที่ช่องทีวีดิจิตอลเริ่มหันมา Broadcast คู่ขนานบน Facebook Live จะส่งผลบวกทำให้ Rating ดีขึ้นเนื่องจากเป็นช่องทาง Remind รายการที่กำลัง On Air ให้กับแฟนรายการ ซึ่งอาจจะเปิดดูจากทีวี หรือดูบน Facebook Live เลยก็ได้

ในระยะยาวถ้าคนชินกับการดูช่องทีวีบน Facebook Live มากขึ้น จะเกิดช่อง Facebook Live Only มากขึ้น เหมือนที่คุณสรยุทธ และ คุณวู้ดดี้ กำลังทำหรือมีแผนจะทำ ซึ่งช่อง Facebook Live ที่กำลังจะเกิดขึ้นเหล่านี้จะเป็นคู่แข่งช่องทีวีปกติใน target audience กลุ่ม Digital Ready ซึ่งอาจจะไม่ใช่ mass แต่ก็เป็นกลุ่มมีกำลังซื้อสูง

พูดง่ายๆก็คือการที่ช่องทีวีมา Broadcast ผ่าน Facebook Live จะทำให้ Platform ใหม่นี้แจ้งเกิดเร็วขึ้น เปิดโอกาสให้เกิดคู่แข่งใหม่ๆ ในลักษณะเดียวกันกับการที่ช่องอนาล็อกในอดีตมาออกอากาศผ่าน Platform ทีวีดาวเทียม ทำให้เกิดคู่แข่งใหม่เช่น WP, GMM, RS ซึ่งในภายหลังก็มาแข่งในสนามใหญ่กับช่องอนาล็อกเดิม

แต่ท้ายที่สุดคู่แข่งที่จะเกิดขึ้นจริงก็คือคู่แข่งที่เข้มแข็งเรื่อง Content จริงๆ ไม่ใช่ว่าใครมาทำก็จะสร้างฐานคนดูที่มากและ Loyal พอที่จะสามารถชิงส่วนแบ่งค่าโฆษณาจากเจ้าตลาดเดิมได้

ผมเชื่อว่าคนที่ประสบความสำเร็จบน Facebook Live จะมีสองกลุ่ม กลุ่มแรก target niche (เช่นคุณวู้ดดี้?) หลังจากสำเร็จแล้วจะยังคงอยู่บน Facebook Live Only เนื่องจากมัน cover target แล้ว

กลุ่มที่สอง target mass เช่นคุณสรยุทธ์ ซึ่งหลังจากสำเร็จบน Facebook Live แล้วน่าจะขยายผลกลับมาเป็นผู้เล่นในจอทีวีปกติเพื่อขยาย reach ในกลุ่ม mass และกวาดรายได้โฆษณาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

Impact ที่แน่นอนของปรากฏการณ์ครั้งนี้คือการที่ตลาดคนทำ Content จะดุเดือดเลือดพล่านขึ้นไปอีก ผลที่ตามมาคือธุรกิจที่สามารถ retain และ develop คนทำ Content ได้เท่านั้นจึงจะสามารถมีชัยในการปฏิวัติวงการทีวีในครั้งนี้ ไม่ว่าจะอยู่ใน Facebook Live หรือทีวีปกติ

ก้าวต่อไปของ Facebook ในการบุกตลาดโฆษณาไทย

ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลพึงระวัง สัญญาณการรุกคืบมาแย่งเค้กตลาดโฆษณาโทรทัศน์ของ facebook ยิ่งนานยิ่งชัดเจน

ถึงบทความนี้จะไม่ได้พูดออกมาชัดๆ แต่ความสำเร็จของ facebook ในการก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดโฆษณาดิจิตอล ด้วยส่วนแบ่งการตลาดเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ แซงหน้าเบอร์หนึงปีที่แล้วอย่าง google (รวม youtube) และทิ้งผู้เล่นดั้งเดิมกลุ่ม Display ad ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเว็บไทย เหลือส่วนแบ่งเพียงแค่ 16 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 40 เมื่อ 3 ปีก่อน ทำให้น่าคิดต่อว่า growth strategy ต่อไปของ facebook คืออะไร

การแต่งตั้ง ex-consultant ซึ่งมีลูกค้าหลักเป็นองค์กรขนาดใหญ่เป็น country manager เป็นสัญญาณที่ชัดว่านั่นคือเป้าหมายต่อไป และงบประมาณก้อนใหญ่ของกลุ่มนี้ก็มาจากโฆษณาทีวีเป็นส่วนใหญ่ ในบทความยังกล่าวถึงอุตสาหกรรมเป้าหมายคือสินค้าอุปโภคบริโภค บริการทางการเงิน โทรคมนาคม ฯลฯ ซึ่งต่างก็เป็นอุตสาหกรรมที่เป็นเป็นลูกค้าหลักของโฆษณาทีวี ยิ่งทำให้สัญญาณดังกล่าวชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก

การออกบริการในรูปแบบวิดีโออย่างต่อเนื่องที่ผ่านมา รวมถึง facebook live ซึ่งก็ชนะ youtube live อย่างราบคาบ สามารถมองได้ว่าเป็นการปูพื้นไปสู่โฆษณาที่อยู่ในรูปแบบวิดีโอนั่นเอง

ในยุคนี้ผมยังไม่เห็นคู่แข่งรายไหนน่าสะพรึงกลัวเท่า facebook อีกแล้ว ในเมืองไทยแม้แต่ google ก็ยังเป็นรองในธุรกิจหลักของทั้งคู่คือธุรกิจโฆษณา

อยากเตือนผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลไม่ว่าจะเป็นเจ้าของช่องและผู้ผลิตรายการพึงระวังและเตรียมปรับตัวในการรับมือ ไม่เช่นนั้นจะเป็นเหมือนเว็บไทยที่โดนแย่งรายได้ไปหมดโดยเจงกีสข่านแห่งโลกดิจิตอลผู้น่าเกรงขามรายนี้

อ้างอิง: http://thumbsup.in.th/2016/09/facebook-thailand-john-wagner/

From Executive to Entrepreneur

บทความนี้เป็นสรุปเนื่อหาจากสิ่งที่ผมได้ไปพูดในงานของชมรม IOIC (Intania Open Innovation Club) ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นชมรมที่ต้องการสนับสนุนศิษย์เก่าให้สามารถสร้างนวัตกรรมออกไปเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการให้ประสบความสำเร็จ ผมไปพูดในฐานะศิษย์เก่าที่อยู่ในวงการเทคโนโลยีทั้งในฐานะของผู้บริหารองค์กรใหญ่ในอดีต และในฐานะผู้ประกอบการในปัจจุบัน

10306728_10154111128719276_323792320892816161_n

ในช่วงต้นผมเล่าประวัติส่วนตัว ถึงแม้เพื่อนและคนที่รู้จักส่วนใหญ่จะรู้จักผมแต่ในฐานะคนเรียนเก่ง แต่ในความจริงตลอดมาสิ่งที่ผมอยากทำจริงๆคือการสร้างอะไรใหม่ๆด้วยเทคโนโลยีออกมาให้คนใช้ และ ก็ได้แสวงหาประสบการณ์ที่เกี่ยวกับธุรกิจเทคโนโลยีมาตลอด เริ่มจากในด้านการวิเคราะห์หุ้น และ งานวาณิชธนกิจ (Investment Banking) ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในช่วงกำลังบูมยุค 90’s

ในช่วงที่ยังเรียนโทและเอกที่ MIT ก็ได้อาศัยบารมีอาจารย์หลายๆท่านเข้าไปเป็นที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในสหรัฐอเมริกาหลายบริษัท เช่น Intel, Verizon, ITT Industries, รวมถึง Startup หลายๆบริษัทที่สหรัฐฯ หลังจากนั้นก็กลับมาประเทศไทยเป็นผู้บริหารที่ True เข้ามาจับงานพัฒนาผลิตภัณฑ์หลายต่อหลายตัวอยู่ถึงเกือบ 7 ปี โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต (ซึ่งปัจจุบันคำว่าดิจิตอลดูจะอินเทรนด์กว่า) หลังจากนั้นออกมาตั้งบริษัทเทคโนโลยีของตัวเอง The VC Group ถึงวันนี้ได้อีกเกือบ 7 ปีแล้ว

มองย้อนกลับไป 20 กว่าปีตั้งแต่ผมจบตรีและวนๆอยู่ในวงการนี้มาตลอด ผมเห็น cycle ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมา 3 รอบ แต่ละรอบเริ่มจากช่วงตื่นทองมีผู้เล่นมากมายจนถึงช่วง consolidation ที่มีผู้ชนะอย่างชัดเจน เริ่มต้นจาก cycle แรกคือ Telecom ในยุคที่บริการโทรศัพท์มือถือกำลังขยายตัว เกิด startup ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมมากมาย ใน cycle ที่สองคือยุค dot com ก็เกิด startup ในรูปแบบเว็บไซต์เป็นดอกเห็ด และใน cycle ที่สามคือยุค Mobile ก็มี startup ในรูปแบบของ App มากมายตามที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้

ในยุคที่ Tech Startup กำลังบูมสุดๆในตอนนี้ ผมเองก็มีข้อคิดที่อยากจะแบ่งปันทั้งสำหรับคนที่ทำงานในด้านนี้อยู่แล้ว และคนที่กำลังจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้เป็นข้อๆดังนี้นะครับ

1. โอกาสทองที่มาจากกระแส Tech Startup

… กลับไม่ใช่การกระโดดมาทำ Tech Startup ในยุค gold rushในสหรัฐฯคนที่รวยไม่ใช่นักล่าทอง แต่เป็นคนที่ขายจอบ ขวาน อุปกรณ์และอื่นๆให้กับนักล่าทอง …ในยุคที่มี Tech Startup จากทั่วโลกออกมาล่าฝัน สร้างสื่อและช่องทางออนไลน์ใหม่ๆออกมา โดยฝันว่าจะได้รวยมากและรวยเร็ว คนที่จะได้อานิสงค์โดยตรงได้แก่ Digital Marketer ผู้เข้าใจการใช้สื่อและช่องทางใหม่ๆเหล่านี้และให้คำปรึกษากับองค์กรต่างๆรวมทั้งนักล่าฝันเอง, Merchant พ่อค้าแม่ค้าที่สามารถใช้ช่องทางดิจิตอลซึ่งส่วนใหญ่ฟรีเพื่อขายสินค้าบริการกันอย่างคล่องมือ, Developer และ Graphic Designer ผู้ที่จะมาช่วยเหล่านักล่าฝันทั้งหลายสร้างผลิตภัณฑ์ออกมา, Data Scientist ที่จะประมวลผลข้อมูลเพื่อช่วยสร้างความกระจ่างใช้ประเมินว่าฝันใกล้เป็นความจริงหรือยัง, และ Venture Capital ที่จะช่วยเป็นสะพานเชื่อมนักล่าฝันกับคนมีเงินถุงเงินถัง (Limited Partner) ที่อยากได้ผลตอบแทนการลงทุนงามๆ ให้มีโอกาสเข้ามามีเอี่ยวกับความฝันนี้

2. โมเดลธุรกิจสื่อโฆษณา (Media)

เป็นโมเดลที่ Tech Startup ตั้งแต่ยุค Yahoo, Google เรื่อยมาจนถึง Facebook ใช้ในการสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำและสร้างกำไรมหาศาลจนสามารถนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้และทำให้ผู้ถือหุ้นและพนักงานรวยกันไปตามๆกัน สำหรับบ้านเราผู้เล่นที่เกิดขึ้นในยุค dot com ก็ใช้โมเดลสร้างรายได้นี้แทบทุกราย ไม่ว่าจะคิดเป็นค่า banner หรือ ค่าเช่าร้านออนไลน์ หรือ คิดเป็นค่าอื่นๆ แต่โมเดลนี้โอกาสทำรายได้น้อยลงเรื่อยๆเนื่องจากความเข้มแข็งของผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Google, Facebok, Line นั้นเข้ามาเบียดจนผู้เล่น Local เหนื่อยกันไปตามๆกัน ผู้เล่นรายใหญ่เหล่านี้ไม่ได้มีแค่ฐานผู้ใช้งานที่ใหญ่มหาศาล แต่ยังมีความสามารถในการคัดกรองแยกประเภทผู้ใช้งานเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ลงโฆษณาได้ target ผู้รับชมได้อย่างละเอียดและชัดเจน (โดยเฉพาะ Google และ Facebook) เหลือผู้เล่น Local ที่ยังยืดหยัดอยู่ได้อยู่ไม่มาก (ขอเอาใจช่วยด้วยนะครับ) สำหรับผู้เล่นหน้าใหม่นั้นก็ไม่ควรเลือกทางนี้เป็นทางทำเงิน

3. โมเดลธุรกิจ end-to-end

เมื่อโมเดลสื่อโฆษณาเริ่มจะยากขึ้นทุกวันๆ ก้าวถัดไป (natural next steps) ของ Tech Startup ก็คือกระโดดเข้าไปเป็นผู้ขายสินค้าหรือบริการซะเองโดยไม่ต้องง้อค่าโฆษณา ได้เงินส่วนแบ่งจากสินค้าหรือบริการเหล่านั้นโดยตรงด้วยการอำนวยความสะดวกให้ทั้งผู้ใช้และผู้ให้บริการ ตัวอย่างเช่น Uber หรือ Airbnb โมเดลนี้เป็นอนาคตทางนึงของ Tech Startup ซึ่งพูดง่ายแต่ทำไม่ง่าย ถ้าเป็นการขายสินค้า Digital แบบ pure ก็อาจจะถูกเลียนแบบได้ไม่ยากโอกาสกระโดดเข้าไปใน red ocean สูง ส่วนถ้าจะก้าวเข้าไป facilitate real goods & services จะมีเรื่องยุ่งยากทาง logistics ก็ต้องการความเข้าใจใน pain point ของอุตสาหกรรมนั้นๆอย่างลึกซึ้ง แต่ถ้าทำได้ก็จะสร้าง barrier to entry ได้ดีกว่า pure digital goods

4. IOT (Internet of Things)

มีกระแส IOT ออกมามากมายดูเหมือนเป็นอีก cycle ของเทคโนโลยี โดยส่วนตัวผมคิดว่าโอกาสด้าน IOT ไม่อยู่ในรูปของการขายอุปกรณ์เฉยๆแต่เป็นการรวมกับบริการ end-to-end ข้อ 3 เพื่อให้สามารถให้บริการบางอย่างได้อย่าง end-to-end โดยมีอุปกรณ์เป็นองค์ประกอบนึงของบริการนั้นๆ จริงๆแล้วอุปกรณ์บางตัวไม่มีความหมายเลยถ้าไม่มี end-to-end service รองรับ ลองนึกว่าเครื่องเตือนคนแก่ล้มจะมีประโยชน์อะไรถ้าไม่ได้มี service ที่เข้ามารองรับถ้าเกิดเหตุการณ์ล้มขึ้นจริงๆ ในฐานะของคนที่เคยทำธุรกิจที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ในสมัยเป็นผู้บริหารและปัจจุบันก็ยังทำธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์อยากจะขอแนะนำว่าให้มองอุปกรณ์เป็นส่วนนึงของบริการที่สามารถต่อยอดและสร้างรายได้ต่อไปได้ อย่าคิดแค่ว่าจะได้กำไรจากอุปกรณ์เพราะในระยะยาวนั้นภาระการ support นั้นมากมายเหลือเกินไม่ว่าคุณจะออกแบบมาดีแค่ไหนก็ตาม

5. Big Data Analytics

เป็นเรื่องนึงที่ผมคิดว่าจะต้องเข้าไปเกี่ยวกับทุกอุตสาหกรรมและทุกโมเดลธุรกิจอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ 4 IOT ซึ่งถ้าขาด Analytics ไปแล้วก็แทบจะไม่ได้ add value อะไรเลยสำหรับผู้ใช้งาน อย่างไรก็ดีตอนนี้ hype เรื่องนี้ก็เยอะแยะมากมายเต็มไปด้วย noise จับต้นชนปลายไม่ถูก ส่วนใหญ่จะ hype กันเรื่อง tools แต่ในความจริงเรื่องที่สำคัญที่สุดและยากที่สุดคือการ apply tools เพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์ธุรกิจ

6. ข้อคิดเกี่ยวกับการบริหารองค์กรที่พัฒนานวัตกรรม ทั้ง Enterprise และ Tech Startup

  • นวัตกรรมควรช่วยแก้ปัญหาที่สำคัญของผู้ใช้งานและสังคม ในโลกนี้มีปัญหาสำคัญๆเยอะแยะมากมายที่คู่ควรแก่ความพยายามขององค์กรที่พัฒนานวัตกรรม ควรพยายามหลีกเลี่ยงสร้างนวัตกรรมที่แค่มาใช้แก้ปัญหาความอยากรวยเร็วอยากดังเร็วของผู้ก่อตั้งหรือปัญหาหา Tech Startup ไปปั่นขายของนักลงทุน
  • ซอฟท์แวร์และคอนเทนท์คือหัวใจของนวัตกรรมในโลกดิจิตอล ไม่นานมานี้ซอฟท์แวร์เป็น focus หลักของนวัตกรรม แต่ปัจจุบันคอนเทนท์เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆและในอนาคตน่าจะทัดเทียมกับซอฟท์แวร์ในการทำนวัตกรรมไม่ว่าด้านใดก็ตาม ดังนั้นบุคคลากรไม่ว่าจะเป็น Dev และคนทำ Content จึงมีบทบาทสำคัญมากกับความสำเร็จในการผลักดันนวัตกรรมออกมา
  • ทีมงานคือสิ่งสำคัญที่สุดในการผลักดันผลงานออกมา ในโลก Tech Startup ตอนนี้เป็นโรค Steve Jobs syndrome กันมาก เป็น cult of CEO ที่มองว่าผลสำเร็จของบริษัทมาจาก CEO ในความเป็นจริงแล้วทีมงานสำคัญยิ่งยวดเพราะไม่มีทางที่คนๆเดียวจะทำให้ผลงานเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีทีมงานที่ทำงานร่วมกันอย่างเยี่ยมยอด
  • CEO ที่เก่งต้องเป็นนักจิตวิทยาด้วย เพราะการ run ธุรกิจประเภทนี้เป็นเรื่องของคนล้วนๆ CEO คือผู้นำสูงสุดขององค์กรจะต้องเข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่น สามารถ manage ตัวเองและทีมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องมีความสามารถในการเข้าใจจิตวิทยาในระดับสูง หน้าที่สำคัญมากของ CEO คือการดึงดูดคนเก่งให้เข้ามาร่วมงานและทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เขาทำงานได้อย่าง productive และถูกทิศทาง

7. ข้อคิดสำหรับ Enterprise เกี่ยวกับโลกดิจิตอล

ในฐานะของคนที่เคยทำงานในองค์กรขนาดใหญ่หรือ Enterprise มาก่อนต้องยอมรับว่าผมมีความเป็นห่วง Enterprise ไทยที่ผมมองว่าเป็นความหวังในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปอีกระดับ พ้นจาก Middle-Income Trap ด้วยความที่ Enterprise มีทรัพยากรเพียบพร้อมทั้งเงินและคนมากกว่าองค์กรขนาดเล็ก

ในความเป็นจริง Tech Startup ก็มีโอกาสเติบโตขึ้นเป็น Enterprise ในระดับอย่าง Google, Apple และ Facebook ได้ ซึ่งถ้าเป็นได้อย่างนั้นก็เยี่ยมที่สุด เพราะถ้ามีองค์กรอย่างนั้นอยู่ในเมืองไทยนั่นแปลว่าประเทศเรากระโดดไปอีกขั้นเรียบร้อยแล้ว แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าด้วยความยากลำบากในการปั้น Tech Startup ขึ้นมานั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็หวังที่จะ Exit เร็วๆได้ Return ให้คุ้มค่าเหนื่อยกันทั้งนั้น เป็นไปได้สูงว่า Tech Startup ที่ประสบความสำเร็จท้ายสุดก็จะตกเป็นของต่างชาติที่อยากจะเข้ามา disrupt อุตสาหกรรมในบ้านเรา

จริงๆการที่ต่างชาติเข้ามา disrupt อุตสาหกรรมบ้านเราถ้าทำให้ผู้บริโภคได้ทางเลือกมากขึ้นบริการที่ดีขึ้นก็เป็นสิ่งดีและควรยอมรับ Google, Facebook และ Line เข้ามาแย่งส่วนแบ่งรายได้ค่าโฆษณา รายได้ค่า SMS (หายไปเยอะมากๆ) และรายได้อื่นๆจากอุตสาหกรรมไทยกี่อุตสาหกรรมไปเท่าไรผมไม่ทราบ แต่เมื่อเทียบกับบริการที่ได้รับผมเชื่อว่าทุกคนต้องมองว่าคุ้ม แต่ถ้าบริษัทไทยด้วยกันเอง ตั้งอยู่ที่เมืองไทย สร้างงานให้กับคนไทย เป็นผู้ที่เข้ามาเป็นผู้นำเสนอบริการต่างๆเหล่านี้ก็ย่อมดีกว่าแน่นอน

การเปลี่ยนแปลงที่มาจากโลกดิจิตอลเป็นทั้ง Opportunities และ Threats สำหรับ Enterprise แต่ผมมองว่าสิ่งที่ผู้บริหาร Enterprise ควรทำคือการ Partner กับ Tech Startup หรือบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีซึ่งมีความคล่องตัวและมี skill เฉพาะทางบางอย่างมากกว่าคนในองค์กร เพื่อเก็บเกี่ยว Opportunities ให้มากที่สุดแทนที่จะตั้งรับและปล่อยให้กลายเป็น Threat แค่อย่างเดียว อย่ารอจนถูก disrupt แล้วค่อยมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรดี

และการ treat partner ไม่ว่าจะเป็น Tech Startup หรือบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีรูปแบบใดก็แล้วแต่ 1. ถึง partner จะเป็นบริษัทเล็กหรือถึงขั้นจิ๋วก็ ควร sincere ในการแบ่ง upside gain 2. ควรยอมรับว่าต้องมี mistake เกิดขึ้นซึ่งเป็นธรรมชาติของนวัตกรรมทุกประเภทและ 3. ควร assign supervisor ที่มีทัศนคติและความสามารถที่เหมาะสมในการประสานงานกับ partner จึงจะทำให้เพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จจาก partnership

——————-

ในตอนท้ายผมเล่าเกี่ยวกับ Role Model ของผมในเรื่องนวัตกรรมซึ่งไม่ใช่คนในยุคดิจิตอล แต่เป็นพระพุทธเจ้า ท่านที่สนใจว่าทำไมท่านถึงเป็น Role Model ผมในเรื่องนวัตกรรม หรือสนใจเรื่องที่เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาตอบโจทย์กลยุทธ์ธุรกิจ สามารถติดตามผมได้ทาง Facebook แล้วผมจะเขียนมาให้อ่านกันนะครับ

Skype กับโลก VoIP

(บทความนี้ได้มีการตีพิมพ์ใน Telecom Journal ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2554)

ข่าวระดับโลกในวงการเทคโนโลยีเดือนนี้ที่น้อยคนจะพลาดคือข่าวการซื้อบริษัทสไกป์ (Skype) ผู้บุกเบิกและยักษ์ใหญ่ในบริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP) ของไมโครซอฟท์ ด้วยมูลค่าถึง 8.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ สิ่งที่ทุกคนตั้งคำถามคือการซื้อครั้งนี้จะมีผลอย่างไรต่อทั้งสองบริษัท โดยเฉพาะถ้ามองย้อนอดีตการที่ สไกป์ถูกซื้อโดยอีเบย์ (eBay) ไปในราคาร่วม 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะขายทิ้งไปสองปีที่แล้ว เพราะซื้อไปแล้วก็หาทางนำไปเสริมธุรกิจหลักคือ online auction ไม่ได้ ไมโครซอฟท์จะเจอประวัติซ้ำรอยหรือไม่ วันนี้ผมจะใช้โอกาสข่าวร้อนๆนี้มาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังเรื่องโลก VoIP กันก่อน และหลังจากนั้นจะได้วิเคราะห์ดีลสไกป์/ไมโครซอฟท์ให้ท่านได้ฟังกัน

VoIP (Voice over Internet Protocol) คือเทคโนโยลีที่ทำให้สามารถส่งเสียงโทรศัพท์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ เทคโนโลยีนี้มีมานานเป็นสิบยี่สิบปีแล้ว ปัจจุบันมีการพัฒนาจนคุณภาพและราคาดีพอที่จะนำมาใช้แทนเครือข่ายโทรศัพท์ได้ ประเด็นสำคัญที่ทำให้ VoIP มีความสำคัญคือการที่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นมีราคาถูกกว่าเครือข่ายโทรศัพท์มากหลายเท่า ทำให้ต้นทุนในการให้บริการโทรศัพท์ที่ใช้เทคโนโลยี VoIP นั้นต่ำลงกว่าการให้บริการแบบเดิมอย่างมาก นอกจากนี้การนำ VoIP มาใช้ในการให้บริการนั้นผู้ให้บริการไม่ต้องยกเครื่องเครือข่ายเดิมทั้งหมด แต่สามารถนำมาแทนที่เครือข่ายเดิมในส่วนใดก็ได้ตามที่สะดวก นั่นยิ่งทำให้การนำ VoIP มาใช้นั้นยิ่งน่าสนใจมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์ บริการโทรศัพท์ที่นำเทคโนโลยี VoIP มาใช้มีหลายรูปแบบดังต่อไปนี้

แบบแรกและเป็นแบบที่คนนึกถึงก่อนอื่นเวลาพูดถึง VoIP คือบริการในรูปแบบเหมือนสไกป์ ในลักษณะนี้ผู้ใช้นำคอมพิวเตอร์มาลงโปรแกรมที่เรียกว่า Softphone ซึ่งก็คือซอฟท์แวร์ที่ทำหน้าที่เหมือนโทรศัพท์นั้นเอง หลังจากลงโปรแกรมก็ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์เพื่อนำรหัส (หรือ username) มาใส่ในโปรแกรมเพื่อใช้โทร ในลักษณะนี้ถ้าโทรระหว่างคอมพิวเตอร์ด้วยกันเองก็ฟรีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ถ้าต้องการโทรออกไปยังโทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์บ้านก็เติมเงินเข้าไปในบัญชีผู้ใช้ เมื่อใช้งานโทรออกเงินที่เติมไว้ก็จะถูกตัดไปตามปริมาณการใช้งาน ในลักษณะนี้โทรได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากสไกป์แล้วผู้ให้บริการในไทยมีให้บริการในลักษณะนี้อยู่หลายรายเช่น truenettalk.com, cat2call.com, totnetcall.com, mouthmun.com เป็นต้น ส่วนใหญ่ผู้ใช้งานในลักษณะนี้คือคนไทยที่อยู่ต่างประเทศอยากโทรกลับบ้าน การเติมเงินก็ให้คนที่อยู่เมืองไทยเติมเงินให้ บริการพวกนี้ราคาถูกมากจนน่ากลัว (น่ากลัวแทนผู้ให้บริการโทรศัพท์แบบเดิม) และในปัจจุบันสามารถใช้ Smartphone อย่าง iPhone, Android ในการใช้บริการได้ด้วยทำให้การใช้งานสะดวกคล่องตัวมากขึ้นทั้ง Skype และคู่แข่งหน้าใหม่ๆในโลก Smartphone อย่าง Viber

ประเภทที่สองคือการให้บริการในลักษณะของบัตรโทรศัพท์ต่างประเทศ หรือ International calling card การใช้บริการผู้ใช้ซื้อบัตรโทรศัพท์ตามช่องทางการจัดจำหน่ายต่างๆเช่น 7-11, ร้านหนังสือ, ฯลฯ เมื่อได้บัตรมาในบัตรจะระบุเบอร์ access number คือเบอร์กลางที่ใช้โทรเข้าไปเพื่อเข้าใช้ เมื่อผู้ใช้โทรเข้าไปใช้ก็จะมีระบบตอบรับบอกให้กรอกรหัสที่อยู่บนบัตรเพื่อยืนยันว่าซื้อมาแล้วจริง หลังจากยืนยันแล้วก็กดเบอร์ที่ต้องการโทรออก ส่วนใหญ่บริการลักษณะนี้โทรจากเมืองไทยออกไปต่างประเทศ ข้อดีคือราคาถูกกว่าการโทรต่างประเทศทั่วไป ข้อเสียคือการใช้งานมีหลายขั้นตอนยุ่งยาก ผู้ให้บริการหลายรายทำให้การใช้งานง่ายขึ้นเช่นการให้ระบบจำเบอร์ที่ผู้ใช้ใช้ในการโทรเข้ามา ทำให้การโทรหลังจากครั้งแรกไม่ต้องกรอกรหัส แค่กดเบอร์ที่ต้องการโทรออกเท่านั้น ตัวอย่างของบริการประเภทนี้เช่น thookdee.com, zayhi.com, CAT phonenet เป็นต้น

ประเภทที่สามคือการให้บริการโดยใช้อุปกรณ์เสริมแทนคอมพิวเตอร์ในประเภทแรก อุปกรณ์ดังกล่าวเรียกชื่อต่างๆกันไปเช่น ATA (Analog Telephone Adapter), IP Phone, IAD (Integrated Access Device) ในลักษณะนี้ใช้กันมากในกลุ่ม SME การใช้งานมีสองแบบ แบบแรกคือนำอุปกรณ์ที่มีรูปร่างลักษณะเหมือนโทรศัพท์ IP Phone มาแทนที่โทรศัพท์แบบเดิม แล้วยกหูโทรออกเลย  อีกลักษณะคือเอาอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นอแดปเตอร์ (ATA, IAD) มาเชื่อมตู้สาขา (PBX) เพื่อโทรผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้ใช้งาน (พนักงานในบริษัท) บางครั้งไม่รู้ตัวว่าตัวเองใช้ VoIP อยู่เพราะเป็นการใช้งานผ่านเครื่องโทรศัพท์เหมือนปกติ แต่ไปตัดเข้า VoIP ที่ตู้สาขา ในต่างประเทศผู้ให้บริการต้นตำหรับคือ Vonage.com ซึ่งเน้นการประหยัดค่าโทรในประเทศ ( กรณีนี้คือสหรัฐฯ )  ผู้ให้บริการในบ้านเราที่ให้บริการในลักษณะนี้ส่วนใหญ่ก็คือผู้ให้บริการในประเภทแรก (แบบที่ใช้ Softphone ) นั่นเองและมีทั้งเน้นการโทรไปต่างประเทศและโทรภายในประเทศ

ประเภทที่สี่ที่จะกล่าวถึงคือการให้บริการโทรออกต่างประเทศผ่านรหัส 00x ตัวอย่างผู้ให้บริการในลักษณะนี้ไล่กันไปทีละตัวเลขได้เลยนะครับตั้งแต่ 001 ไปจนถึง 009 ซึ่งก็คือผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานและผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ที่เราคุ้นชื่อกันอยู่นั่นเอง โดยส่วนใหญ่ผู้ให้บริการเหล่านี้จะมีบริการอยู่สองตัว ตัวคุณภาพดีราคาแพง กับตัวคุณภาพย่อมราคาถูก บางรายมีสองรหัสให้ใช้ (001/009 ของ CAT) หลายรายใช้วิธีเติม 00 ต่อท้ายรหัสหลัก (เช่น 006/00600 ของทรู  005/00500 ของ AIS) เนื่องจากได้รหัสมาแค่อันเดียว โดยส่วนใหญ่บริการคุณภาพย่อมราคาถูกจะใช้เทคโนโลยี VoIP ในเครือข่ายส่วนที่เชื่อมต่อไปยังต่างประเทศ ผู้ใช้โดยมากไม่ทราบว่าบริการที่ใช้จริงๆแล้วก็คือบริการ VoIP รูปแบบหนึ่งนั่งเอง

กลับมาถึงเรื่องดีลของไมโครซอฟท์กับ Skype นะครับ ก่อนอื่นจะขอเล่าก่อนว่า Skype นั้นถือได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกวงการ VoIP และทำให้เทคโนโลยีนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เป็นแรงกระตุ้นให้ยักษ์ใหญ่อย่าง ไมโครซอฟท์, กูเกิ้ล, และยาฮู ออกมาให้บริการในลักษณะเดียวกัน (ก่อนที่ไมโครซอฟท์จะกัดฟันซื้อสไกป์ไปด้วยราคาแพงโขอยู่) ผมเชื่อว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ยักษ์ใหญ่ในวงการออนไลน์ให้ความสำคัญกับบริการนี้ไม่ใช่เพราะมันจะมาแทนที่การให้บริการโทรศัพท์ซักเท่าไร แต่เป็นเพราะบริการลักษณะนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของ Social Network เนื่องจากมันอำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิกในลักษณะที่ไปเสริมบริการใน Social Network อื่นๆเช่น Instant Messenger (แบบ Live Messenger), Email (แบบ gmail), Profile (แบบ Facebook), Video (แบบ Youtube), ฯลฯ

ถ้ามองในแง่การนำ Skype เข้าไปเสริมธุรกิจของไมโครซอฟท์นั้น มองอย่างเร็วๆอาจจะมองได้ใน 3 ธุรกิจหลักคือ Xbox, Windows Phone, และ Outlook สำหรับ Xbox ซึ่งปัจจุบันกำลังขายกันอย่างถล่มทลายด้วยความยอดนิยมของ Kinect ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมของ Xbox ที่ทำให้สามารถเล่นเกมโดยไม่ต้องมี Joystick หรืออุปกรณ์อื่นใด ใช้เทคโนโลยี Motion sensing ทำให้ขยับไม้ขยับมือก็สามารถควบคุมตัวละครในเกมได้ สำหรับ Xbox แล้วการมี Skype อาจจะหมายถึงการทำให้ผู้เล่นสามารถส่งเสียงคุยกันผ่านอินเทอร์เน็ตทำให้เกมมีความเป็น Social Media มากยิ่งขึ้นและอาจจะเพิ่มความนิยมให้กับ Xbox มากขึ้นไปอีก สำหรับ Windows Phone นั้นการมี Skype อาจจะหมายถึงการที่ผู้ซื้อโทรศัพท์จะสามารถโทรผ่าน Skype ได้โดยไม่ต้องผ่านบริการโทรศัพท์แบบเดิม และการนำ Skype เข้าไปรวมกับ Outlook ก็หมายถึงการที่ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารกับคู่ค้าได้ด้วยเสียงด้วย แทนที่จะส่ง email กันผ่าน Outlook แบบเดิม

ที่ผมกล่าวถึงความเป็นไปได้ 3 ประการนั้นอย่างที่เรียนไปข้างต้นคือเป็นการมองอย่างเร็วๆ ถ้ามองกันอย่างลึกซึ้งแล้ว ส่วนตัวผมเห็นว่าทั้ง 3 แนวทางนั้นไม่ได้มีน้ำหนักเพียงพอในการทำให้ไมโครซอฟท์ต้องเสียเงินถึง 8.5 พันล้านเหรียญไปซื้อ Skype แต่อย่างใด ในแง่เทคโนโลยีนั้นไมโครซอฟท์สามารถนำเงิน 8.5 พันล้านไปลง VoIP เพื่อชิงความเป็นผู้นำแล้วนำมาใส่ในสินค้าและบริการของไมโครซอฟท์ทุกตัวได้อย่างไม่ยากเย็น หลายปีก่อน Skype อาจจะนำลิ่วในแง่เทคโนโลยี VoIP แต่ทุกวันนี้ความเป็นผู้นำไม่ได้ห่างไกลเหมือนอย่างที่เคยแล้ว เรียกได้ว่าวิ่งตามกันพอทันแบบสูสี ส่วนในแง่ของสมาชิกผู้ใช้งานนั้น Skype มีสมาชิกจำนวนมากก็จริงอยู่ แต่ก็เป็นคนที่ใช้งานฟรีเสียจำนวนมาก การที่สมาชิก Skype จะกระโดดมาซื้อ Xbox, Window Phone หรือ Outlook นั้นคงจะไม่สามารถคาดหวังกันได้มากนัก ที่แน่ๆคือคงไม่คุ้มเงิน 8.5 พ้นล้านแน่ๆ

ความคิดเห็นส่วนตัวของผมนั้นการที่ไมโครซอฟท์ต้องทุ่มทุนมาซื้อสไกป์นั้นมีเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอเพียงประการเดียวคือการกันไม่ให้กูเกิล เข้ามาซื้อ Skype เหตุผลอื่นอย่างดีก็เป็นแค่เหตุผลสนับสนุน หรืออย่างร้ายก็อาจจะพูดได้ว่าเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น ผมมองว่าโมเดลธุรกิจของ Skype ดูจะสอดคล้องและเสริมกับโมเดลธุรกิจของกูเกิลมากกว่าไมโครซอฟท์ ทำให้ หากกูเกิลได้ Skype ไปอาจจะกลายเป็นอาวุธที่ดีของกูเกิล และอาจจะทำให้กูเกิลนำมาห้ำหั่นกับไมโครซอฟท์ในตลาดต่างๆไม่ว่าจะเป็น Online ad (เป็นสื่อโฆษณาเพิ่มเติมจาก Search), Android (Mobile app), Google docs (เพิ่มเติมเรื่อง collaboration) ฯลฯ ก่อนหน้านี้กูเกิลเองก็มีการพูดคุยกับ Skype ในเรื่องการเข้ามาซื้อกิจการ Skype เช่นเดียวกัน ซึ่งก็น่าเป็นเหตุผลหนึ่งที่ไมโครซอฟท์ต้องยอมกันฟันใช้เงินมหาศาลมาซื้อเพื่อให้แน่ใจว่าอาวุธร้ายแรงชิ้นนี้จะไม่ตกอยู่ในมือของคู่แข่ง

ถ้าเป็นเช่นนี้จริงเราในฐานะผู้ใช้ก็คงไม่สามารถคาดหวังได้มากว่า Skype หลังจากไมโครซอฟท์ซื้อไปจะแตกต่างมากมายจาก Skype ที่เราคุ้นเคยกันอยู่ ซึ่งก็คงไม่ใช้เรื่องแปลกเพราะ eBay ซึ่งเคยเป็นเจ้าของ Skype ก็แทบไม่ได้ทำอะไรกับ Skype เลย โดยสรุปแล้วดีลนี้คนที่น่าจะดีใจที่สุดก็คือผู้ถือหุ้นของ Skype ซึ่งสามารถดึงดูดยักษ์ใหญ่ให้นำเงินมาเทให้เป็นรายที่สองต่อจาก eBay และทำให้ผู้ถือหุ้นและพนักงาน (ซึ่งได้หุ้นของบริษัทเป็นค่าตอบแทน) ร่ำรวยไปตามๆกัน เห็นดีลนี้แล้วก็ได้แต่หวังว่าคนไทยจะได้มีโอกาสสร้างบริษัทแบบ Skype ให้ฝรั่งเอาเงินมาเทให้กับประเทศเล็กๆจนๆอย่างเรากันบ้างในอนาคตสักวันหนึ่งนะครับ

คลาวด์คอมพิวติ้งกับการปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์

(บทความนี้ได้มีการตีพิมพ์ใน Telecom Journal ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2554)

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คลาวด์คอมพิวติ้งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นพลังที่มีอิทธิพลมหาศาลเปรียบเหมือนคลื่นซึนามิที่จะเปลี่ยนแปลงโลกแห่งข้อมูลข่าวสารรวมถึงโทรคมนาคมอย่างพลิกฝ่ามือแบบที่ไม่มีปรากฏการณ์ใดมาก่อน อาจจะเพราะสาเหตุนี้เองทำทุกคนต่างพยายามขอมีเอี่ยว ทุกเรียกสิ่งที่ตัวเองทำว่าเป็นคลาวด์ไปเสียหมดไม่ให้ตกเทรนด์ กลายเป็นว่านี่ก็คลาวด์ นั่นก็คลาวด์ โน่นก็คลาวด์ จนคำๆนี้กลายเป็นคำที่ใช้กันสับสนที่สุดในประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ วันนี้เราจะมาตีแผ่และทำความเข้าใจคำๆนี้กันแบบง่ายๆสไตล์ Telecom 2.0กัน

คำว่าคลาวด์หมายถึงคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ในเครือข่าย เรามีคำๆนี้เพื่อให้เห็นว่ามันต่างจากคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ข้างหน้าเรา (หรือในมือเราถ้าเป็นสมาร์ทโฟน ซึ่งถือเป็นคอมพิวเตอร์เหมือนกัน) ที่เราจับได้ลูบคลำได้ คลาวด์คอมพิวติ้งโดยความหมายกว้างๆก็คือการใช้งานแบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ที่อยู่กับเราร่วมกับคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่าย โดยมีความหมายเป็นนัยว่าเราแค่ต้องจัดหาคอมพิวเตอร์ที่อยู่กับเราเท่านั้น ส่วนคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่ายเราไม่ต้องยุ่ง มีคนจัดหามาให้เราใช้นั่นเอง โดยส่วนใหญ่คอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่ายนี้ถ้าไม่ฟรีเราก็จ่ายเบาๆเป็นรายเดือน ประหยัดทั้งเงินในการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เครือข่าย และค่าดูแลรักษาที่ตามมากับการเป็นเจ้าของเครื่อง

คลาวด์คอมพิวติ้งอาจจะหมายถึง Software as a Service (SaaS) ในความหมายนี้คือใช้ซอฟท์แวร์โดยใช้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อาจจะใช้ฟรีหรือจ่ายเงินเป็นเดือนๆไป ในลักษณะนี้ทำให้เราไม่ต้องเอาซอฟท์แวร์มาติดตั้งที่เครื่อง สามารถใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตเบราเซอร์ได้ ลักษณะของ Software as a Service ที่เราอาจจะใช้อยู่โดยไม่รู้ตัวเช่น Facebook, Hotmail, Gmail, Google Docs, Twitter, ฯลฯ (บางตัวเช่น Facebook, Twitterเราก็เรียกอีกชื่อว่า Social Media) ที่กล่าวถึงเป็นซอฟท์แวร์ที่เราใช้ฟรี โดยผู้ให้บริการได้รายได้จากการโฆษณาเป็นหลัก Google Docs นั้นเป็นตัวอย่างของซอฟท์แวร์ฟรีที่สามารถทำงานได้ในลักษณะเดียวกับ Word, Excel และด้วยความสามารถในการทำงานที่ดี เราเริ่มเห็น Microsoft เริ่มนำเอาซอฟท์แวร์ดังกล่าวมาให้บริการผ่านเว็บในลักษณะดังกล่าวมากขึ้น เป็นเวทีแข่งขันอีกเวทีที่น่าจับตาดูเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ยังมีซอฟท์แวร์ที่ให้ใช้โดยคิดค่าบริการ ตัวที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายที่สุดคือ Salesforce.com ซึ่งเป็นคนบุกเบิกตลาดนี้มายาวนาน และตลาดก็เรียกการให้บริการลักษณะนี้ด้วยชื่อต่างๆตั้งแต่ Application Service Provider (ชื่อเก่ามากๆ), Software as a Service (SaaS), จนมาถึงคลาวด์คอมพิวติ้ง ส่วนในเมืองไทยมีผู้ให้บริการในลักษณะ store front เช่น tarad.com และ weloveshopping.com ที่อาจจะถือว่าอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ล่าสุดไมโครซอฟท์ก็เข้ามาจับมือกับกลุ่มทรูเพื่อให้บริการแอพพลิเคชั่นของไมโครซอฟท์ผ่านในโมเด็ล Software-as-a Serviceในประเทศไทย

การใช้ซอฟท์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ตเบราวเซอร์ยังมีชื่อที่นิยมเรียกอีกอย่างหนึ่งคือ Web 2.0 หรือบริการที่ต่อยอดจากWeb 1.0 ซึ่งก็คือการใช้เว็บในยุคแรกเริ่ม โดยสำหรับ Web 1.0 ลักษณะการใช้เหมือนนิตยสารออนไลน์ คือมีผู้เขียนแล้วก็มีผู้อ่าน ส่วน Web 2.0 นี่คนเข้ามาใช้ทั้งเขียนและอ่าน คือผู้ใช้เป็นคนสร้างคอนเทนท์ขึ้นด้วย ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ Facebook, Twitter ซึ่งผู้เข้ามาใช้เป็นคนเขียนข้อความ โพสต์รูปต่างๆ หรือบ้านเราคือ Pantip.com ซึ่งโดยคอนเซ็ปต์คือ Web 2.0 มาแต่แรกเริ่มคือเป็น user-generated content

คลาวด์คอมพิวติ้งยังอาจจะหมายถึง Infrastructure as a Service (IaaS) ในลักษณะนี้ผู้ใช้งานหลักจะเป็นธุรกิจมากกว่าผู้บริโภค เพื่อให้เห็นภาพอย่างให้ท่านผู้อ่านจินตนาการตามผมนะครับ ก่อนจะมีคลาวด์คอมพิวติ้งถ้าธุรกิจต้องการจัดหาเซิร์ฟเวอร์เพื่อมาใช้งานก็จะต้องซื้อคอมพิวเตอร์มาเป็นเครื่องๆ จัดหา Internet Data Center เพื่อจัดวางคอมพิวเตอร์ดังกล่าวในเครือข่ายภายใน หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จัดหาพนักงานมาดูแลรักษาระบบให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง จ่ายเงินค่าไฟค่าเช่าค่าอะไหล่ต่างๆ เป็นเรื่องที่ปวดหัวและไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด

บริการ Infrastructure as a Service คือบริการที่ช่วยลดความยุ่งยากในการจัดหาเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าว การใช้งานง่ายถึงขนาดที่ว่าเมื่อไรที่ต้องการเซิร์ฟเวอร์ก็เข้าไปที่หน้าเว็บกำหนดสเป็คเครื่องได้เลย CPU, RAM, HardDisk เลือกเสร็จกดปุ่มสร้างเซิร์ฟเวอร์ รอหนึ่งนาทีจะมีเซิร์ฟเวอร์รอให้เราสามารถนำไปใช้งานได้ทันที การสร้างเซิร์ฟเวอร์ไม่ต้องสร้างเผื่อเหมือนในกรณีการจัดหาฮาร์ดแวร์มาเอง ถ้าต้องการเพิ่มสเป็คก็เข้าไปกำหนดที่หน้าเว็บ รออีกหนึ่งนาทีก็เหมือนอัพเกรดเซิร์ฟเวอร์เดิมตามสเป็คใหม่ทันที จ่ายเงินเป็นแบบรายเดือน หรือในบางกรณีเป็นรายชั่วโมง ไม่ต้องเสียเงินมากๆเหมือนการซื้อฮาร์ดแวร์ ถ้าใช้ไม่นานหลังจากใช้เสร็จก็บอกเลิกการใช้ได้ ไม่ต้องจ่ายเงินต่ออีกเลย

บริษัทที่บุกเบิกตลาด Infrastructure as a Service คือ Amazon.com ครับอ่านไม่ผิดครับเว็บไซต์ขายหนังสือนั่นแหละครับ แรกเริ่มก็ใช้ภายในก่อนเพราะ Amazon.com ต้องพร้อมขยายเซิร์ฟเวอร์ให้รองรับผู้ใช้งานที่มีจำนวนมหาศาลได้ทำให้ต้องพัฒนาเทคโนโลยีนี้ขึ้นมาใช้ภายใน แต่หลังจากทำเองกินเองซักพักก็เริ่มเห็นว่าตลาดก็มีความต้องการจึงเริ่มนำบริการในลักษณะดังกล่าวออกมาทำตลาดซึ่งก็เป็นที่นิยมอย่างมากมายจนคู่แข่งทั้งผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และผู้พัฒนาซอฟท์แวร์ต่างเริ่งสปีดเพื่อเข้ามาแย่งชิงตลาดนี้กันถ้วนหน้า

ในเมืองไทยเองมีผู้ให้บริการ hosting หลายรายที่ให้บริการในลักษณะคล้ายๆกันโดยใช้เทคโนโลยี VPS (Virtual Private Server) ซึ่งพูดง่ายๆว่าเป็นน้องๆ Amazonแต่ในลักษณะที่เหมือนกับ Amazon.com ที่ใช้เทคโนโลยี VM (Virtual Machine) ซึ่งครบเครื่องมากกว่าเท่าที่ทราบมีบริษัทเพาเวอร์ ออลล์ ซึ่งร่วมเป็นพันธมิตรกับทรู ไอดีซี ให้บริการในชื่อว่าแอสเพ็น คลาวด์ เซอร์วิส (Aspen Cloud Service) ซึ่งเป็นบริการแบบเดียวกับ Amazon.com แต่โตมาจากตลาดจีนซึ่งก็เป็นตลาดที่คึกคักในเรื่องของคลาวด์เช่นเดียวกัน

นอกจาก SaaSและ IaaS ก็ยังมี Platform-as-a-Service (PaaS) ซึ่งพูดง่ายๆว่าอยู่กึ่งกลางระหว่างสองตัวแรก ในลักษณะนี้เป็นการให้บริการซึ่งมี Infrastructure คือเซิร์ฟเวอร์รองรับอยู่เป็นพื้นฐาน แต่ต่อยอดเพิ่มเอาซอฟท์แวร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง แต่ไม่ถึงขั้นเป็นซอฟท์แวร์สำเร็จรูปเหมือน SaaS ตัวอย่างของ PaaS ที่เด่นชัดที่สุดคือ AppEngine โดย Google ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้นักพัฒนาสามารถใช้ไลบรารี่และเฟรมเวอร์กต่างๆของ Google ไม่ว่าจะเป็น Google search, Google maps, ฯลฯ ในการพัฒนาเว็บแอพพลิเคชั่นได้โดยไม่ต้องพัฒนาขึ้นมาเองทั้งหมด

จากที่กล่าวมาทั้งหมดท่านผู้อ่านคงพอมองเห็นว่าธุรกิจบ้านเราจะได้ประโยชน์อย่างมากจากการนำเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งมาใช้งาน เทคโนโลยีนี้จะช่วยประหยัดต้นทุนทางด้านคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ และบุคคลากร โดยลดความวุ่นวายและปวดหัวตั้งแต่เรื่องการจัดการ ติดตั้ง การบำรุงรักษา และการปรับปรุงอัพเกรดต่างๆ ธุรกิจที่เป็นผู้ใช้ User จะประหยัดทรัพยากรต่างๆได้อย่างมาก ธุรกิจที่เป็นผู้พัฒนาซอฟท์แวร์ก็จะลดต้นทุนในการพัฒนาไปด้วยเช่นเดียวกัน ถ้าท่านผู้อ่านยังไม่ได้ศึกษาเรื่องคลาวด์คอมพิวติ้ง วันนี้ผมเชิญชวนให้ท่านลองศึกษาและนำมาใช้ดูครับ น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากทั้งในระดับส่วนตัวและระดับธุรกิจของท่านเลยทีเดียว

แนวโน้มซอฟท์แวร์ยุคใหม่กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

(บทความนี้ได้มีการตีพิมพ์ใน Telecom Journal ในวันที่ 11 เมษายน 2554)

เมื่อพูดถึงอุปกรณ์โทรคมนาคม หลายๆท่านคงจะนึกถึงภาพของ Data Center ที่มีอุปกรณ์ขนาดใหญ่ แออัดกันอยู่ในตู้อุปกรณ์ เรียงกันเป็นแถวเป็นแนวยาว แย่งกันส่งเสียงระงมดัง ทำงานส่งข้อมูลจากผู้ใช้จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งอย่างไม่มีวันหยุด เบื้องหลังภาพที่เราเห็นเป็นฮาร์ดแวร์ เหล็กตันๆชิ้นใหญ่ๆ นั้นคือซอฟท์แวร์ ซึ่งเรามองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อระบบโทรคมนาคม และเป็นแหล่งโอกาสที่สำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมในบ้านเรา

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซอฟท์แวร์เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างทวีคูณในระบบโทรคมนาคม เราจะเห็นบทบาทของซอฟท์แวร์ได้ง่ายที่สุดในโทรศัพท์เคลื่อนที่ หลายปีก่อนหน้านี้งานส่วนใหญ่ในการผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นเรื่องของฮาร์ดแวร์ ในตอนนั้นเมื่อเราซื้อโทรศัพท์มาใช้ส่วนใหญ่เราก็ไม่ได้คาดหวังจะใช้อะไรมากไปกว่าฟังก์ชั่นที่มากับเครื่อง ถึงแม้เราจะสามารถใส่แอพพลิเคชั่นลงไปในเครื่องเพิ่มได้แต่ก็ไม่ได้ทำกันอย่างแพร่หลาย แต่ทุกวันนี้งานในการผลิตโทรศัพท์ยุคใหม่อย่างสมาร์ทโฟนกลายเป็นงานทางด้านซอฟท์แวร์มากขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ระบบปฏิบัติการไปจนถึงแอพพลิเคชั่น และในส่วนของผู้ใช้นั้นเมื่อเราซื้อสมาร์ทโฟนมาแทบจะทุกคนจะลงแอพพลิเคชั่นที่เราชื่นชอบเพิ่มเติมเพื่อใช้งานตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน

ความสำคัญของซอฟท์แวร์มีแต่จะมากขึ้นทุกวันในทุกส่วนในเครือข่ายโทรคมนาคม ตั้งแต่เครื่องโทรศัพท์ ระบบสื่อสัญญาทั้งไร้สายและมีสาย ระบบเน็ทเวอร์ค ระบบบิลลิ่ง บริการเสริม ฯลฯ วันนี้ผมจะขอเล่าแนวโน้มที่สำคัญของซอฟท์แวร์และอิทธิพลที่มีต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม ทั้งในส่วนของผู้ผลิตและผู้ให้บริการเป็นตอนๆ โดยในตอนแรกนี้จะพูดถึงเรื่องสำคัญ 3 เรื่องที่มีผลโดยตรงต่อต้นทุนและระยะเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ

โอเพนซอร์สซอฟท์แวร์

เวลาพูดถึงโอเพนซอร์สซอฟท์แวร์เรามักนึกถึง OpenOffice ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่สามารถใช้งานแทน Microsoft Office ได้ จริงๆแล้วโอเพนซอร์สซอฟท์แวร์ที่มีความสำคัญและมีบทบาทอย่างสูงมีอยู่อีกมาก แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ซอฟท์แวร์ที่ไว้ให้ End user ใช้งานแต่เป็นซอฟท์แวร์ที่เป็นส่วนประกอบเอาไปใช้สร้างแอพพลิเคชั่นให้ End user ใช้งานอีกต่อหนึ่ง

ตัวอย่างของซอฟท์แวร์ลักษณะนี้ที่โด่งดังและใช้กันแพร่หลายมากที่สุดคือเว็บเซอร์ฟเวอร์ที่ชื่อว่า Apache ท่านผู้อ่านที่มีโอกาสลงไปจับต้องอุปกรณ์ด้าน IT อยู่บ้างจะสังเกตุเห็นว่าอุปกรณ์หลายประเภทเช่น เราเตอร์ เราต้องเข้าไปตั้งค่าอุปกรณ์ผ่านหน้าเว็บเบราเซอร์ ภายในอุปกรณ์ประเภทนี้จะมีเว็บเซอร์ฟเวอร์แบบApache อยู่เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้ามาใช้ผ่านเว็บได้ ซึ่งผู้ผลิตส่วนใหญ่ไม่มีใครเขียนขึ้นมาเอง แต่จะใช้โอเพนซอร์สซอฟท์แวร์แบบ Apache เข้ามาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ทำให้ประหยัดต้นทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์   สามารถไปให้น้ำหนักงานในการทำในสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์แทนที่จะมาเสียเวลาทำในสิ่งที่มีของฟรีให้ใช้อยู่แล้วอย่างเว็บเซอร์ฟเวอร์เป็นต้น

ปัจจุบันโลกของโอเพนซอร์สซอฟท์แวร์นั้นกว้างใหญ่ไพศาลและมีซอฟท์แวร์ที่มีคุณภาพสูงแบบที่ทัดเทียมหรือบางครั้งดีกว่าซอฟท์แวร์ที่ต้องใช้เงินซื้ออยู่มากมาย บริษัทชั้นนำของโลกต่างก็นำโอเพนซอร์สซอฟท์แวร์ดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดกันทุกราย ในมุมมองนี้ ผมอยากให้ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการที่ยังไม่ได้นำโอเพนซอร์สซอฟท์แวร์มาใช้ให้เปิดใจและนำมาลองใช้ดู จะทำให้ท่านสามารถประหยัดงบประมาณในการซื้อซอฟท์แวร์แพงๆที่ไม่จำเป็น และนำเงินดังกล่าวไปพัฒนาทีมงานและบุคคลากรเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์และบริการดีกว่า

ภาษาคอมพิวเตอร์ยุคใหม่

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่อยู่รุ่นเดียวกับผมที่ได้มีโอกาสได้เรียนการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์สมัยเรียนหลายๆคนคงมองการเขียนโปรแกรมเป็นเหมือนยาขม หลังจากเรียนจบไปแล้วก็อย่าได้มาพบเจอกันอีกเลย การที่หลายๆคนคิดอย่างนั้นเป็นเพราะภาษาคอมพิวเตอร์ในยุคเก่าอย่าง C, C++, Java นั้นเป็นภาษาที่ออกแบบมาเป็น”เครื่องมือที่สั่งคอมพิวเตอร์ให้ทำงาน” ด้วยแนวคิดนี้ทำให้ภาษาที่ออกแบบมานั้นจะมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายที่เกี่ยวกับวิธีการทำงานของคอมพิวเตอร์ ซึ่งปุถุชนเดินดินธรรมดาอาจจะรู้สึกผิดธรรมชาติเพราะวิธีที่คนคิดกับเครื่องทำงานนั้นค่อนข้างจะแตกต่างกันมากพอดู

เพื่อแก้ข้อเสียดังกล่าวภาษาคอมพิวเตอร์ยุคใหม่หลายภาษาถูกออกแบบใหม่ให้เป็น “เครื่องมือที่จำลองวิธีคิดของคน” ภาษายุคใหม่ดังกล่าวจะเน้นทำให้คนสามารถนำความคิดแสดงออกมาให้ง่ายที่สุดโดยไม่ต้องกังวลว่าเครื่องจะนำไปทำงานได้อย่างไร หลายๆภาษานั้นทำออกมาง่ายเสียจนมองเผินๆแล้วดูเหมือนภาษาคนไม่เหมือนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทำให้การเขียนโปรแกรมเหมือนการเขียนความคิดออกมาธรรมดา

ภาษาประเภทนี้ถึงขนาดทำให้คนธรรมดาที่ไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์สามารถนำเอาความเชี่ยวชาญซึ่งอยู่ในหัวของเรานั้นทำออกมาให้อยู่ในรูปซอฟท์แวร์ได้ ซึ่งถ้าสามารถทำให้อยู่ในรูปซอฟท์แวร์ได้ก็หมายถึงเราสามารถขยายผลนำความเชี่ยวชาญของเรานั้นเอาไปต่อยอดให้เกิดผลในวงกว้างขึ้นได้ ทำธุรกิจต่อยอดได้มากขึ้น ตัวอย่างของภาษาประเภทนี้เช่น Python, Ruby เป็นต้น

ความสำคัญของภาษายุคใหม่พวกนี้คือการลดต้นทุนในการพัฒนา เนื่องจากเป็นภาษาที่ง่ายในการเรียนรู้ทำให้ระยะเวลาในการอบรมพนักงานลดลง เนื่องจากเป็นภาษาที่ง่ายในการเขียนทำให้ใช้ระยะเวลาในการพัฒนาสั้นลง มีการทำศึกษาหลายๆชิ้นพบว่าภาษายุคใหม่พวกนี้ทำให้ระยะเวลาการพัฒนาลดลงเมื่อเทียบกับภาษาแบบเดิมถึง 5-10 เท่า ลองคิดดูซิครับว่าถ้าต้นทุนในการทำธุรกิจลดลงถึง 5-10 เท่าจะมีผลอย่างไรกับธุรกิจท่าน

แอพพลิเคชั่นเฟรมเวอร์ค

ในการพัฒนาซอฟท์แวร์นั้นมีหลักการสำคัญอยู่ข้อหนึ่งคือการ Reuse ซอร์สโค้ดให้มากที่สุด เพื่อประหยัดต้นทุนและเวลาในการพัฒนา เพื่อให้เกิดการ Reuse ดังกล่าวในทางปฏิบัติในการพัฒนาซอฟท์แวร์จึงมีการจัดกลุ่มก้อนของซอร์สโค้ดที่ต้องใช้บ่อยๆเป็นกลุ่มๆเรียกว่าไลบรารี่ ถ้าเปรียบเทียบไลบรารี่ก็เหมือนกับวัสดุที่ใช้บ่อยในงานช่างที่เราเตรียมเอาไว้ เช่นในการสร้างบ้านเราอาจจะมีไม้ที่มีขนาดมาตรฐานที่ใช้บ่อยๆ แทนที่จะต้องมานั่งตัดกันใหม่ทุกครั้งก็ทำเก็บเอาไว้เลย เวลาจะใช้ก็สามารถนำเอามาใช้ได้ไม่ต้องเสียเวลาตัด

ในทางซอฟท์แวร์มีการ Reuse อีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่าก้าวไปอีกขั้นหนึ่งคือการใช้เฟรมเวอร์ค ถ้าเปรียบเทียบกับตัวอย่างการสร้างบ้านการใช้เฟรมเวอร์คคือการเตรียมโครงบ้านทั้งหลังเอาไว้เลย โดยเว้นไว้เฉพาะสิ่งที่เจ้าบ้านมักจะเลือกตามความชอบ ตัวอย่างเช่นทำโครงบ้านไว้ทั้งหลัง เว้นไว้เฉพาะหลังคา (ที่เจ้าบ้านจะเลือกสีเลือกประเภท) พื้น (ปาร์เก์, วีเนียร์, กระเบื้อง, แกรนิโต้) สุขภัณฑ์ เป็นต้น เฟรมเวอร์คถูกทำขึ้นไว้สำหรับซอฟท์แวร์ประเภทต่างๆ เหมือนบ้านที่มีหลายสไตล์ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว การใช้เฟรมเวอร์คนั้นสามารถทำควบคู่ไปกับการใช้ไลบรารี่ได้ แต่เป็นการ Reuse ในลักษณะที่ต่างกัน

การใช้เฟรมเวอร์คช่วยประหยัดต้นทุนและระยะเวลาในการพัฒนาซอฟท์แวร์ได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในซอฟท์แวร์ที่รูปแบบที่ใช้กันบ่อยๆ เฟรมเวอร์คที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดคือเว็บแอพพลิเคชั่นเฟรมเวอร์คซึ่งก็คือ เฟรมเวอร์คที่ใช้สร้างเว็บไซต์และเว็บแอพพลิเคชั่น ที่ดังๆเช่น CakePHP, Rails, Django นอกจากนี้ตัวอย่างในสมาร์ทโฟนคือโกโก้เฟรมเวอร์ค (Cocoa) ที่ใช้ในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนเครื่องตระกูล iOS เช่น iPhone, iPad เป็นต้น

ในวันนี้เราพูดถึงแนวโน้มสำคัญสามอย่างในซอฟท์แวร์ที่มีผลต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม คือโอเพนซอร์สซอฟท์แวร์, ภาษาคอมพิวเตอร์ยุคใหม่, และแอพพลิเคชั่นเฟรมเวอร์ค ความสำคัญของทั้งสามเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ในทางเทคนิคเท่านั้น แต่มีผลโดยตรงต่อธุรกิจในแง่ของต้นทุนและความเร็วในการพัฒนาดังที่ได้กล่าวข้างต้น ถ้าผู้ประกอบการและผู้บริหารในวงการโทรคมนาคมและไอทีเข้าใจถึงความสำคัญของแนวโน้มดังกล่าวและนำไปประยุกต์ใช้งานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของท่านได้อย่างเหมาะสมจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของท่านอย่างมากมายมหาศาล

โลกแห่ง Machine-to-Machine

(บทความนี้ได้มีการตีพิมพ์ใน Telecom Journal ในวันที่ 4 เมษายน 2554)

ท่านผู้อ่านที่ติดตามเทรนด์เทคโนโลยีใหม่อาจจะเคยได้ชื่อ M2M หรือ Machine-to-Machine กันมาระยะหนึ่งแล้ว M2M  ก็คือเทคโนโลยีที่ทำให้อุปกรณ์ต่างๆสามารถส่งข้อมูลระหว่างกันเองได้ ความสำคัญของเทคโนโลยีตัวนี้ในแง่เศรษฐกิจคือจะทำให้เกิดอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มหาศาลในอนาคต มีการคาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2014 อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ M2M จะมีขนาดใหญ่ถึงหกหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณสองล้านล้านบาท  นอกจากนี้ในอีกไม่ถึงสิบปีข้างหน้าจะมีเครื่องที่ต่อกับเครือข่าย M2M ถึง 5 หมื่นล้านเครื่องซึ่งมากกว่าจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันถึง 10 เท่า เมื่อ M2M มีขนาดและความสำคัญถึงขนาดนี้ในวันนี้เราจะมาตีประเด็นกันเรื่อง M2M เพื่อให้เห็นถึงศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจกันให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

กลไกการทำงานของ M2M นั้นเริ่มจากเครื่องที่มีตัววัด เซ็นเซอร์ หรือมีเตอร์ที่ใช้วัดค่าบางอย่างเช่นอุณหภูมิ ระดับสินค้าคงคลัง ซึ่งข้อมูลจะถูกส่งผ่านเครือข่ายโดยเครือข่ายที่ว่าอาจจะเป็นเครือข่ายไร้สาย เครือข่ายมีสาย หรือผสมกันก็ได้ โดยข้อมูลจะถูกส่งไปยังแอพพลิเคชั่นซึ่งทำหน้าที่แปลงข้อมูลดิบให้เป็นข้อมูลที่มีความหมายและใช้ในการตัดสินใจได้ การทำงานด้วยกลไกนี้ช่วยลดความยุ่งยากและต้นทุนในกระบวนการเก็บข้อมูลที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอได้อย่างมหาศาล และยังทำให้สามารถสร้างระบบที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างทันท่วงที

ตัวอย่างหนึ่งการใช้งาน M2M  คือระบบ Smart Grid ซึ่งเป็นระบบการวัดค่าการใช้งานไฟฟ้าโดยใช้เทคโนโลยี M2M ในการส่งค่าที่วัดได้ดังกล่าวมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนกลางเพื่อประมวลผล ในปัจจุบันการวัดค่าการใช้งานไฟฟ้ายังใช้ระบบเดิมคือใช้คนไปอ่านค่ามิเตอร์ตามบ้าน และอาคารต่างๆ การวัดค่าไฟในลักษณะดังกล่าวมีต้นทุนในการดำเนินการสูง ทำให้การวัดไม่สามารถทำได้บ่อย เทคโนโลยี M2M ทำให้เราสามารถวัดค่าได้อย่างต่อเนื่องโดยมีต้นทุนที่ต่ำกว่าอย่างมาก และก่อให้เกิดประโยชน์ในหลายๆทาง

ประโยชน์ที่เห็นได้ง่ายที่สุดคือการลดต้นทุนในการวัดค่ามิเตอร์ไฟเพื่อมาใช้ในการคำนวณค่าใช้จ่ายที่ไปเก็บกับลูกค้า ซึ่งในลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งที่การไฟฟ้าต้องทำอยู่แล้วแต่จะสามารถทำได้ในต้นทุนที่ต่ำลงอย่างมากมาย

ระบบ Smart Grid ยังสามารถทำให้การให้บริการกับลูกค้าทันท่วงทีมากขึ้น ถ้าเรามีข้อมูลจากระบบ Smart Grid ผ่าน M2M เมื่อเกิดไฟดับหรือมีปัญหา ทางการไฟฟ้าจะรู้ได้ทันทีและสามารถส่งช่างออกไปได้โดยไม่ต้องรอให้ลูกค้าต้องโทรมาแจ้งปัญหา บนถนนเมื่อมีไฟดับการไฟฟ้าจะรู้ไดทันทีและสามารถส่งคนไปซ่อมได้โดยไม่ต้องรอให้ผู้ขับขี่รถหรือเจ้าหน้าที่แจ้งเข้ามา ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นจากทัศนวิสัยที่ไม่ดีเนื่องจากขาดแสงสว่างที่เพียงพอบนท้องถนน

นอกจากนี้ข้อมูลที่เก็บมาได้แบบ real-time นั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังสามารถเปิดผ่านระบบให้ลูกค้าสามารถเข้ามาดูเพื่อทำความเข้าใจรูปแบบการใช้พลังงานของตัวเองและวางแผนการใช้พลังงานได้อย่างเหมาะสม ท่านผู้อ่านบางคนอาจจะเคยสงสัยว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้แต่ละตัวนั้นมันกินไฟแค่ไหน แต่เดิมเราไม่มีทางที่จะรู้ข้อมูลดังกล่าวได้ แต่ถ้ามีข้อมูลจาก Smart Grid เราสามารถที่จะคาดการณ์ได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างเช่นเราสามารถลองปิดการใช้งานเครื่องบางเครื่องที่เราสงสัยว่าจะกินไฟแล้วดูว่าสามารถประหยัดการใช้พลังงานได้เท่าใดเป็นต้น หรือหากมีการคิดราคาค่าไฟตามเวลาช่วง peak, off-peak ลูกค้าก็สามารถปรับการใช้งานในช่วงที่ราคาสูงแล้วเห็นผลได้ทันทีว่าทำให้ลดการใช้ไฟได้มากน้อยเพียงใด พูดง่ายๆคือข้อมูลจาก Smart Grid สามารถทำให้ทุกคนสามารถช่วยสังคมในการประหยัดไฟได้คนละไม้ละมือและทำได้อย่างสม่ำเสมอทุกวัน ไม่ต้องรบกวนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลต้องมารณรงค์เป็นครั้งคราวแบบปัจจุบัน

นอกจากระบบ Smart Grid แล้ว M2M ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้ในแทบทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นด้านการบำรุงรักษาอุปกรณ์ในอุตสาหกรรม, ด้านการคมนาคม ขนส่งและลอจิสติกส์ (ใช้ในรถเพื่อส่งตำแหน่ง GPS), ด้านการเกษตร (ใช้เครื่องวัดสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เช่น อุณหภูมิ, ความชื้น, แสงสว่าง), ด้านการควบคุมคลังสินค้า, ด้านการให้บริการนอกสถานที่ (field service), ด้านการสาธารณสุข (เครื่องวัดร่างกายผู้ป่วยและส่งมาประมวลผลยังส่วนกลาง เช่น อุณหภูมิ, คลื่นหัวใจ, ฯลฯ) ในอนาคตเทคโนโลยี M2M จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของพวกเราในทุกแง่มุม ในลักษณะเดียวกันหรืออาจจะมากกว่าการที่เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้ามามีผลกับชีวิตประจำวันของพวกเราในทุกวันนี้

ตลาดของสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับ M2M ในอนาคตนั้นมีขนาดมหาศาลเกินที่จะบรรยาย วิธีง่ายที่สุดที่จะให้เห็นภาพขอให้ท่านผู้อ่านมองไปรอบตัวท่านในขณะที่อ่านบทความนี้อยู่ ลองดูว่ารอบตัวท่านนั้นมีคนหรืออุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์มากกว่ากันและมากกว่ากันกี่เท่า ถ้าท่านไม่ได้บังเอิญไปอ่านบทความนี้ในรถเมล์หรือรถไฟฟ้าผมค่อนข้างมั่นใจว่าคำตอบที่ได้คือมีเครื่องมากกว่าคน อย่างต่ำๆก็น่าจะ 5 เท่าหรืออาจจะถึง 10 เท่า ลองนึกภาพว่าถ้าทุกเครื่องมีอุปกรณ์สื่อสารที่ส่งผ่าน M2M จำนวน SIM ที่ใช้สำหรับเครื่องจะมากกว่าคนเพียงใด

ปัจจุบันมีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่มากกว่า 5 พันล้านคนทั่วโลก สำหรับ M2M นั้น ณ วันนี้มีเครื่องที่ต่อกับเครือข่าย M2M อยู่ในหลักร้อยล้านเครื่องเท่านั้น แต่ถ้ามองในแง่การเติบโตของอุปกรณ์ที่เชื่อมกับเครือข่าย M2M นั้นเรียกว่าโตแบบทบทวีคูณ (exponential growth) ในทุกๆปี บริษัท อิริคสัน หนึ่งในบริษัทชั้นนำด้านการสื่อสารแห่งประเทศสวีเดนประมาณการณ์ไว้ว่าในปี 2020 หรืออีกไม่ถึงสิบปีข้างหน้านั้นจะมีอุปกรณ์ที่ต่อกับเครือข่าย M2M ถึง 5หมื่นล้านเครื่อง หรือเป็น 10 เท่าของจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบัน ถ้ามองในแง่ของโอกาสทางธุรกิจแล้ว ตลาด M2M มีศักยภาพมหาศาล เทคโนโลยี M2M นี้จะเป็นตัวที่พลิกโฉมหน้าและเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั่วโลกเลยทีเดียว

โอกาสทางธุรกิจของ M2M นั้นมีอยู่หลายด้าน ด้านแรกสำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายจะสามารถขยายการให้บริการจากการให้คนใช้ SIM คุยกันมาเป็นให้เครื่องใช้ SIM คุยกัน ข่าวดีก็คือจำนวนเครื่องที่คุยกันจะมีมากกว่าคนหลายเท่า ถึงแม้ปริมาณการใช้งานของเครื่องจะไม่มากเท่าคน (ในอนาคตต่อให้เครื่องจะฉลาดแค่ไหน ผมมั่นใจว่ามันคงไม่แอบนินทากันเองระหว่างเวลาทำงานครับ) แต่เมื่อคูณจำนวณเข้าไปแล้วจะเป็นเม็ดเงินที่มหาศาล

นอกจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้วยังมีโอกาสในด้านอื่นๆอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์วัดซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากในเทคโนโลยี M2M  แอพพลิเคชั่นประมวลผลจากข้อมูลวัดที่ได้จากอุปกรณ์ หรือจะเป็นบริการ System Integration ที่นำชิ้นส่วนต่างๆมาต่อเข้ากันเป็นระบบให้กับลูกค้าเพื่อนำไปใช้งานในธุรกิจหรือส่วนตัว ซึ่งบริษัทหรือผู้เชี่ยวชาญอิเล็คทรอนิกส์ ซอฟท์แวร์แอพพลิเคชั่น และ System Integrator บ้านเราควรหันมาให้ความสนใจ M2M มากขึ้นเพราะเป็นตลาดใหญ่และมีศักยภาพอย่างมาก

ตบท้ายนี้เพื่อไม่ให้ท่านผู้อ่านต้องฝันค้าง ผมลืมบอกไปว่าเทคโนโลยี M2M นี้ส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายไร้สายอย่าง 3G กันเป็นหลัก เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะคิดกันไปไกลกว่านี้ มาช่วยกันผลักดันให้ 3G บ้านเราเกิดอย่างเต็มรูปแบบกันก่อนดีกว่าครับ

3G ทำให้โทรศัพท์เคลื่อนที่กลายเป็น Super Computer ได้อย่างไร

(บทความนี้ได้มีการตีพิมพ์ใน Telecom Journal ในวันที่ 21 มีนาคม 2554)

เมื่อพูดถึงเทคโนโลยี 3G ท่านผู้อ่านคงจะนึกถึงประโยชน์ต่างๆที่เทคโนโลยีดังกล่าวนำมาให้ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็วซึ่งจะมีประโยชน์มากสำหรับข้อมูลที่มีขนาดใหญ่เช่นภาพ เสียง วิดีโอ เทคโนโลยี ช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถนำเสนอบริการที่มีประโยชน์ต่างๆเช่น Telemedicine, E-learning ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การติดต่อสื่อสารทำได้อย่างรวดเร็วและลดระยะห่างระหว่างผู้คนและสังคม ทำให้ข่าวสารความรู้และวิทยาการแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางรวดเร็ว

นอกจากนี้ 3G ยังเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้บริเวณห่างไกลเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้โดยใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่าการเข้าถึงด้วยสาย เพราะถ้าวิเคราะห์กันแล้วต้นทุนด้านการก่อสร้างถือเป็นต้นทุนที่เป็นสัดส่วนที่สูงมากในการให้บริการโทรคมนาคมไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต ต้นทุนด้านการก่อสร้างนี้รวมถึงการขุดท่อ ร้อยสาย สร้างอาคาร การใช้เทคโนโลยีไร้สายเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตอย่าง 3G ช่วยให้สามารถลดงานด้านการก่อสร้างได้มากและทำให้ต้นทุนต่อหน่วยในการให้บริการลดลงอย่างมหาศาล เนื่องจากใช้เทคโนโลยไร้สาย ทำให้เราไม่จำเป็นต้องมีสายไปให้ถึงบ้านคนใช้และสามารถตัดต้นทุนดังกล่าวออกไปได้อย่างมากมาย

ในอนาคตนอกเหนือจากประโยชน์ต่างๆที่ได้กล่าวถึงข้างต้นแล้ว เทคโนโลยี 3G และเทคโนโลยีไร้สายอื่นๆไม่ว่าจะเป็น HSPA, LTE, 4G ยังมีแนวโน้มที่จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่อีกอย่างหนึ่งให้เกิดขึ้นในการใช้งานอย่างพลิกโฉมวงการโทรคมนาคมและวงการออนไลน์กันเลยทีเดียว

ปรากฏการณ์ที่ว่านั้นเกิดจากเทคโนโลยี Cloud computing โดยเทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้เกิดการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวระหว่างเครื่องลูกข่ายอย่างโทรศัพท์เคลื่อนที่ เครื่องตระกูลไอแพด เน็ตบุ้ค และโน้ตบุ้คในฝั่งหนึ่ง และ เครื่องเซิร์ฟเวอร์ทรงประสิทธิภาพซึ่งมีพลังในการคำนวณมหาศาลและเชื่อมต่อถึงกันอยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอีกฝั่งหนึ่ง โดยการหลอมรวมดังกล่าวเกิดจากการที่เครื่องทั้งสองฝั่งสามารถเชื่อมต่อกันผ่านเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงอย่างเช่นเครือข่าย 3G

การหลอมรวมที่ว่าถ้ามองจากมุมของผู้ใช้งานก็หมายถึงว่าเครื่องขนาดเล็กที่ติดตัวเราอย่างไอโฟน เครื่องตระกูลแอนดรอยด์ และสมาร์ทโฟนต่างจะถึงเอาความสามารถของเครื่องขนาดใหญ่พลังสูงดังกล่าวเข้ามาใช้ได้เสมือนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ทรงประสิทธิภาพดังกล่าวนั้นอยู่ในมือของผู้ใช้งานและสามารถพกพาติดตัวไปได้

นั่นหมายความว่าเราจะสามารถใช้แอพพลิเคชั่นซึ่งต้องใช้พลังในการคำนวณอย่างมหาศาลได้บนเครื่องขนาดเล็กที่เราพกพาติดตัวไปได้นั่นเอง

ในอนาคตเราจะสามารถสั่งให้เครื่องโทรศัพท์ทำงานได้ด้วยเสียงอย่างสะดวกราบรื่น ไ่ม่ว่าคุณจะพูดภาษาอะไร จะสำเนียงเหนือ อีสาน ออก ตก หรือ ปักษ์ใต้บ้านเรา เราจะสามารถพูดด้วยสำเนียงบ้านเราและเครื่องก็ยังสามารถเข้าใจได้ไม่มีขาดตกบกพร่อง

เราจะสามารถพูดคุยตอบโต้ด้วยเสียงกับเครื่องโทรศัพท์ได้ โดยเครื่องสามารถสังเคราะห์เสียงของคนที่เราชื่นชอบไม่ว่าจะเป็นดารา นักการเมือง หรือเพื่อนข้างบ้านเสมือนกับเราได้คุยกับเขาแทนที่จะคุยกับเครื่อง เครื่องโทรศัพท์จะดึงเอาความสามารถของเครื่องเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่เพื่อวิเคราะห์เสียงและสังเคราะห์เสียงซึ่งเป็นการคำนวณที่ซับซ้อนได้ในในระดับเสี้ยววินาที

ในอนาคตภาพที่เราถ่ายมาไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด สินค้า หน้าคน ป้ายโฆษณา ทิวทัศน์ ตึกรามบ้านช่อง เครื่องโทรศัพท์หรือเครื่องพกพาอื่นๆของเราจะดึงความสามารถของเครื่องใหญ่มาใช้ทำให้ใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อวิเคราะห์ภาพดังกล่าวแล้วบอกเราว่ามันคืออะไร รวมทั้งให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นราคาโปรโมชั่นล่าสุดและร้านออนไลน์ที่เสนอโปรโมชั่นดังกล่าว ชื่อของคนๆนั้นรวมถึงกลุ่มเพื่อนๆซึ่งเป็นเพื่อนของเราด้วย ชื่อสถานที่ความสำคัญ สิ่งน่าสนใจทั้งในสถานที่นั้นและสถานที่รอบข้าง แผนที่ เส้นทางเดิน เส้นทางเดินรถ ทั้งหมดภายในเสี้ยววินาทีด้วยการเชื่อมโยงเทคโนโลยีไร้สายและ Cloud computing เข้าด้วยกัน

ในอนาคตเราจะสามารถถ่ายภาพข้อความในภาษาอื่นและสามารถแปลมาเป็นภาษาของเราให้เราสามารถเข้าใจได้ในเสี้ยววินาที ป้ายสถานที่ ป้ายโฆษณา ข้อความในหนังสือพิมพ์ ของประเทศที่เราไปเที่ยว เราจะไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นกระเหรี่ยงตกดอยอีกต่อไปเพราะเราสามารถจะเข้าใจสิ่งที่ต่างๆได้เหมือนเราเดินอยู่ในบ้านเราที่เราสามารถอ่านทุกอย่างได้เข้าใจเพราะเป็นภาษาแม่ของเราเอง

อุปกรณ์ที่เราพกพาในอนาคตอาจจะอยู่ในรูปของแว่นตาที่แปลทุกอย่างรอบตัวให้เราอ่านได้เหมือนอยู่ในบ้านเมืองของเรา นอกจากการแปลตัวอักษร อุปกรณ์พกพาของเรายังอาจจะอยู่ในรูปหูฟังซึ่งจะสามารถแปลเสียงต่างๆที่อยู่ในภาษาอื่นให้มาเป็นเสียงในภาษาของเรา ทำให้เราสามารถฟังคนฝรั่ง จีน ญี่ปุ่นคุยกันในภาษาไทยได้ อุปกรณ์พกพาดังกล่าวจะดึงเอาพลังการคำนวณมหาศาลจากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ผ่านเครือข่ายไร้สายเช่น 3G ทำให้เครื่องเล็กๆของเราสามารถมีพลังที่สูงมากพอที่จะทำงานหนักๆอย่างการแปลภาษาพูดได้ง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ

3G ถ้ามองย้อนหลังกลับมาจากอนาคตไกลๆแล้วคงเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงสังคมครั้งใหญ่ มีเทคโนโลยีอีกมากมายอย่าง Cloud computing ที่ต่อ ยอดจากเทคโนโลยีไร้สายอย่าง 3G เพื่อทำให้ชีวิตของผู้คนสะดวกสบายมากขึ้น ทำให้ผู้คนอยู่ใกล้กันมากขึ้นไม่ใช่แค่ระยะทางแต่รวมถึงความเข้าใจซึ่งกันและกัน ทำให้ภาษาไม่เป็นสิ่งกีดขวางความเข้าใจที่มีต่อเพื่อนร่วมโลกอีกต่อไป

ผมเป็นคนหนึ่งที่อดใจไม่ไหวที่จะให้เทคโนโลยีนี้มาถึงบ้านเราให้คนไทยได้ใช้เร็วๆ เพื่อทำให้เราได้เชื่อมโยงกับประชาคมโลกที่กำลังทิ้งเราไปไกลในแง่เทคโนโลยีขึ้นทุกวันๆ