“เก้า” ปีที่ผ่านไป “ก้าว” ต่อไปที่จะเดิน

เวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว แสดงว่าคุณสนุกกับสิ่งที่ทำ หรือไม่ก็เหนื่อย จนลืมวันลืมเวลา

เวลา 9 ปีนับตั้งแต่ผมตั้งบริษัท ผ่านไปเร็วมาก ทั้งสนุกและเหนื่อยจนลืมวันเวลา ประสบการณ์ที่ได้ก็มีคุณค่าเกินกว่าจะเก็บไว้จดจำคนเดียว

วันนี้ 9/9 วันครบรอบ 9 ปีในการตั้งบริษัท ผมจึงถือโอกาสเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาของบริษัท Mor Corporation ให้ได้ฟังกัน

เป็นเรื่องราวของบริษัทเทคโนโลยีขนาดกลางบริษัทนึง ที่ผ่านการผจญภัยมาโลดโผนมากมาย และไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อน โดยหวังจะเป็นประโยชน์กับคนที่ได้อ่านในการเอาไปใช้เป็นข้อคิดหรือบทเรียนอะไรบางอย่าง

ผู้บริหารบริษัทมหาชน

ก่อนมาตั้งบริษัท ผมเป็นผู้บริหารที่ ทรู คอร์ปอเรชั่น มาได้เกือบ 7 ปี เพิ่งแต่งงานได้ 3 เดือน เพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็น General Manager เจ้านายรัก ลูกน้องทุกคนน่ารัก งานกำลังไปได้ดี

ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะลาออก

มีเหตุผลเดียวคือ “ความคัน”

ผมจบวิศวะฯจุฬาที่หนึ่งของคณะ แต่ผันตัวเองมาเรียนต่อโทการเงิน เอกบริหาร ที่อเมริกา (MIT) และงานที่ทำก็ทำด้านการเงินและการบริหารตั้งแต่จบตรี ไม่เคยทำงานวิศวะฯเลย

ที่เปลี่ยนสาย ก็เพราะคำแนะนำของอาจารย์และผู้ใหญ่หลายคนรอบข้างที่หวังดี ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำงานวิศวะฯในเมืองไทยไม่เจริญ ไปทำการเงินหรือบริหารก้าวหน้ากว่า

ซึ่งคำแนะนำเหล่านี้ ผมก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องจริง

แต่แม้ว่างานจะไปได้ดีแค่ไหนผมก็เริ่มรู้สึก “ไม่อิ่ม” กับงานที่ทำ

ในฐานะผู้บริหาร ผมไม่มีหน้าที่ไปทำงาน Dev (ออกแบบ เขียนโค้ด ทดสอบ ฯลฯ) โดยตรง

ผมมีหน้าที่ให้ Requirement และบอกให้ทีมพัฒนาไป Dev ตาม Requirement นั้น

ผมเริ่มอยากลงไป Dev เอง

พูดง่ายๆคืออยากลงไป “แย่งงานลูกน้องทำ” เพราะรู้สึกมัน “สนุก” กว่างานบริหารของตัวเองที่เริ่มเป็นงาน “การเมือง” มากขึ้นเมื่อตำแหน่งสูงขึ้น

ซึ่งหลังจากนั้น ผมก็สามารถแย่งงานลูกน้องได้สำเร็จ มีงานบางอย่างที่ซับซ้อนและต้องมีพื้นฐานการวิเคราะห์ขั้นสูงที่เกิน Dev ทั่วไป ปริญญาเอกของผม กลายเป็นเครื่องมือในการอ้างเอางานลูกน้องมาทำอย่างสมเหตุสมผล

สุดท้ายก็ได้ทำงาน Dev สมใจ

จากที่ทิ้งการเขียนโค้ดมานาน ก็ได้กลับมาเริ่มเขียนโค้ดอีกครั้ง เริ่มมาศึกษา Opensource component ต่างๆ เอาเข้ามาประกอบกับเป็นระบบ

เปรียบเหมือนเสือที่ไม่ได้กินเนื้อมานาน พอได้กินเนื้อ สัญชาติญาณเสือก็กลับมา

พอผมเริ่มกลับมาแตะเทคโนโลยี ผมก็เริ่มจินตนาการว่าด้วยเทคโนโลยีที่มีเราสามารถทำอะไรได้บ้าง

ยิ่งคิดไปก็ยิ่งเกิด “ความคัน” และอยากจะทำทุกอย่างที่จินตนาการไว้

“ความคัน” มันมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดนึง ภรรยาจึงบอกประมาณว่า “ถ้าอยากทำขนาดนี้ ออกมาทำเองแล้วกัน”

จริงๆผมก็คิดมาซักพักแล้ว แต่ในเมื่อเมียอนุญาต ผมก็ทำในสิ่งที่สามีที่ดีทุกคนควรทำคือ “เชื่อฟังเมีย” (ทั้งที่จริงๆตัวเองก็อยากทำเองนั่นแหละ)

จึงได้เดินเรื่องเพื่อลาออกและจัดการตั้งบริษัทของตัวเองขึ้น

VC and Startup

ด้วยความที่ผมทำงานด้านการพัฒนาธุรกิจใหม่ (Business Development) มาตลอด ผมจึงรู้ซึ้งเป็นอย่างดีกว่าการออกมาตั้งบริษัท ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งบริษัทเทคโนโลยีในเมืองไทยเป็นหนังชีวิตที่น้ำตาท่วมจอแน่นอน

เนื่องจากผมจะอยากทำอะไรที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี ผมจึงเลือกอีกทางนึง คือการตั้ง Venture Capital ขึ้นมาในปี 2009 หลายปีก่อนที่คำนี้จะเป็นที่รู้จัก

สาเหตุที่ตั้ง VC แทนที่จะตั้งบริษัทเทคโนโลยีเลย เพราะผมคิดว่าการเป็น VC นั้นง่ายกว่า และเสี่ยงน้อยกว่า

ผมต้องขอเล่าตรงๆ หวังว่าเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่เป็น VC จะไม่เคือง

VC เอาเงินมาลงทุนใน Startup ถ้าแจ็คพอต ก็ได้กำไรไปด้วย แต่ถ้าเจ๊ง ก็บอกว่าเป็นธรรมชาติของธุรกิจเทคโนโลยีซึ่งมีความเสี่ยงสูง

แทง 10 ได้ 1

เอ้ยไม่ใช่สิ ลงทุน 10 ได้ 1

ดังนั้น ถ้ามีคนเชื่อ และเอาเงินมาลงทุน VC มีแต่ได้ ไม่เคยมีเสีย เป็นธุรกิจในฝันของหลายคน

คนที่เสี่ยงคือผู้ประกอบการ มีแต่ความเสี่ยง โอกาสได้มีน้อยมาก และถ้าได้ก็เหลือส่วนแบ่งน้อยนิดเพราะต้องเอาไปให้ VC และนักลงทุนประเภทอื่นๆที่เรียงคิวกันเข้ามา

แต่ถึงคิดจะตั้งบริษัทมาทำ VC ก่อน ผมก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็น VC ไปตลอด เพราะใจนั้นชอบความตื่นเต้นของบริษัทเทคโนโลยีมากกว่า ดังนั้น VC จึงเป็นแค่แผนระยะสั้นเพื่อไปสู่จุดหมายจริงๆ

สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจคือแม้ในยุคนั้น การหานักลงทุนนั้น “ง่ายกว่า” การหา Startup มากนัก นักลงทุนที่สนใจมีอยู่มาก แต่ Startup ที่น่าจะไปได้มีน้อย

นักลงทุนที่ผมได้คุยด้วยส่วนใหญ่เป็นองค์กรธุรกิจ (ปัจจุบันเราจะเรียกกลุ่มนี้ว่า Corporate Venture Capital) มากกว่าเป็นสถาบันการเงิน

องค์กรธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์ในเรื่องของการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีที่มีนวัตกรรมนั้นมีมานานแล้ว และค่อนข้าง active ในการหา Startup เพื่อลงทุนมานานมากก่อนคำนี้จะเป็นที่รู้จักกันเหมือนทุกวันนี้

แต่ในช่วงที่ผมกำลังคั่วดีลเพื่อเปิดกองทุน VC กับนักลงทุนที่รู้จักนั้น ก็มีโอกาสใหญ่เข้ามาที่ทำให้ผมตัดสินใจ skip การเป็น VC และกระโดดข้าม (อีกแล้ว) มาตั้งบริษัทเทคโนโลยีตามที่ตั้งใจแต่แรกเลย

Foxconn

ช่วงที่ผมกำลังตระเวนหานักลงทุนผมมีโอกาสไปหานักลงทุนในประเทศจีน หนึ่งในนั้นคือคนจีนที่ผมรู้จักมาก่อน เป็น Engineer สายเก๋า ที่เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีใน Silicon Valley เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับ Steve Jobs และตั้งบริษัทของเขาหลัง Steve Jobs ตั้ง Apple ได้ไม่นาน

บริษัทประสบความสำเร็จสามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ได้ ร่ำรวยได้เงินมากมายเป็นมหาเศรษฐฐี แต่ด้วยการแข่งขันที่รุนแรงต่อมาภายหลังบริษัทเริ่มแข่งไม่ได้และขาดทุน แต่เขาก็ยังสามารถขายหุ้นได้ทันและอยากทำด้านเทคโนโลยีต่อ โดยพุ่งเป้าจะมาโตที่ประเทศจีน บ้านเกิด เมืองนอนของบรรพบุรุษ

ต่อมาพาร์ทเนอร์คนนี้ได้จับมือกับ Foxconn ผู้ผลิตอิเลคทรอนิกส์อันดับ 1 ของโลก ผู้ผลิตที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ Apple โดยตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่จะ enable ให้ Foxconn สามารถขยายเข้าไปในธุรกิจสายอื่นๆนอกจากธุรกิจสายการผลิต

แม้แต่ Foxconn เอง ซึ่งในตอนนั้นธุรกิจก็ยังไปได้สวยอยู่ ก็มองว่าตัวเองต้องเร่งปรับตัวในยุคดิจิตอล ไม่งั้นก็อาจจะหงายท้องในไม่ช้า

ด้วยความที่เข้าไปคุยกับพาร์ทเนอร์ในจังหวะนั้นพอดี ผมเองซึ่งอยากทำเรื่องเทคโนโลยีจึงเห็นโอกาสในการเป็นมือปืนรับจ้างในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ Foxconn พอดิบพอดี

ดังคำพูดที่ว่า “Timing is everything”

จากเดิมที่จะตั้งเป็น VC แต่ในจังหวะนั้นหาได้ข้างเดียวคือฝั่งนักลงทุน แต่หา Startup ที่น่าจะมีอนาคตได้น้อย และประกอบกับโอกาสจาก Foxconn ที่กำลังจ่ออยู่ตรงหน้า

เมื่อสถานการณ์อยู่ตรงหน้าเช่นนี้ ผมจึงพลิกแนวธุรกิจทันที และเริ่มคุยกับพาร์ทเนอร์เรื่องการเสนอตัวเข้ามารับช่วงพัฒนาเทคโนโลยีปั้นทีม Engineeringให้กับ Foxconn ซึ่งก็ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการในตอนนั้น และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ปัญหาเล็กๆที่ตามมาคือ…

“ผมไม่มี Engineer หรือ Programmer เลยแม้แต่คนเดียว”

ที่ว่าผมได้มีโอกาสกลับมาเขียนโค้ดทำ Programming นั้น ผมคนเดียวไม่เพียงพอต่อการรับงานช้างขนาดนี้ ผมต้องมีทีมที่ใหญ่พอ และต้องมีให้เร็วเพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการรับงานครั้งนี้

หลังจากนั้นผมไม่ทำอะไรนอกจากพยายามหาคนมาร่วมทีม โทรถามทุกคนที่รู้จัก ไปทุกงานที่มี job fair และจะด้วยบุญที่ผมทำไว้ก่อนหน้านี้หรือดวงก็แล้วแต่ ปาฏิหาริย์มีจริง และปาฏิหาริย์ก็ได้เกิดขึ้น

จากไม่มีคนเลยแม้แต่คนเดียว ผมรับ Engineer เข้ามาได้ถึง 20 คนภายในเวลา 6 เดือน

น้องชุดแรกๆที่เข้ามาร่วมงานกันนั้นมาสัมภาษณ์ทั้งๆที่ออฟฟิศว่างเปล่ามีโต๊ะอยู่แค่สองตัว

และเนื่องจากรับคนเข้ามาเร็วมากอย่างไม่คาดคิด ภายใน 1 ปี เราย้ายออฟฟิศไป 3 ครั้งเพื่อให้ขนาดเพียงพอกับคนที่มากขึ้น

จริงๆต้องขอบคุณพี่ๆและเพื่อนๆที่รู้จักที่ช่วยผมหา Engineer ในตอนนั้นได้อย่างทันท่วงที ถึงทุกวันนี้ผมยังรู้สึกติดหนี้บุญคุณเขาเหล่านั้นอยู่ และเมื่อมีโอกาสก็จะหาทางตอบแทนบุญคุณอยู่เสมอ

และแน่นอนชื่อ Foxconn ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่และมีชื่อเสียง ก็เป็นตัวดึงดูดที่สำคัญอีกอย่างนึง

สิ่งที่น่าทึ่งเมื่อผมมาย้อนคิดกลับไปก็คือ ตอนแรกผมคิดว่างานที่เรารับจะเป็นส่วนงาน Engineering ทั่วไปที่ Foxconn มีคนไม่พอมาทำ พูดง่ายๆคือมาช่วยแบ่งเบางานที่ไม่ยาก แต่เขามี capacity ไม่พอ

แต่เอาเข้าจริงๆปรากฏว่าทีมเรามี advanced skills หลายอย่างที่เขาขาด กลายเป็นว่างานที่เขาให้เราทำเป็น core technology ที่เป็นแก่นหลักของระบบ และเป็น advanced technology

ทีมไทยเราในตอนนั้นเป็นหัวกะทิที่เป็นดาวเด่นใน Foxconn

Engineer จีนเก่งๆทั้งหลายใน Foxconn ให้การยอมรับและให้เกียรติทีมเราเป็นอย่างมาก ถึงขั้นเคยส่งทีม Engineer จีนมาฝึกงานจากทีมไทย เป็นความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคนในตอนนั้น

ส่วนพาร์ทเนอร์ซึ่งมาจาก Silicon Valley ต้นตำหรับแหล่ง Advanced technology ทั้งหลาย ซึ่งเป็นคนชักนำให้เข้ามารับงานจาก Foxconn ก็ยกนิ้วให้ทีมไทยทีมนี้เช่นกัน

สรุปว่าจากงานนี้ เราเริ่มเห็นว่า Engineer ไทยก็พอสู้เขาได้ในเวทีโลกถ้ามีเวทีให้เล่น แต่ก็คิดในใจว่าเราเองก็ต้องพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่หลงระเริงคิดว่าตัวเองแน่อยู่เฉยๆได้

ในการแข่งขัน Foxconn Olympics (จำชื่อจีนไม่ได้) ซึ่งเป็นการประกวดแข่งขันผลงานเทคโนโลยีของทีม Engineer ทั้ง Foxconn (ตอนนั้นมีพนักงานประมาณ 1.5 ล้านคน) เราได้รางวัลที่ 2 ทั้งที่เราได้รับแจ้งให้เตรียมการแข่งขันล่วงหน้าในเวลาแค่ 3 เดือน ในขณะที่ทีมอื่นของ Foxconn เตรียมกันมาทั้งปี เพราะเป็นงานที่แข่งกันทุกปี

จริงๆถ้าให้เราเตรียมมากกว่านี้เราน่าจะได้เป็นที่ 1

แต่จริงๆแล้วรางวัลเหล่านั้นก็ไม่ค่อยสำคัญสักเท่าไร เพราะสิ่งที่ผมและน้องๆทีมงานทุกคนต้องการมากกว่ารางว้ล ก็คือการได้ทำเทคโนโลยีที่ถูกนำไปใช้จริงและมี Positive Impact กับชีวิตคน

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่เราได้ทำงานพัฒนาเทคโนโลยีให้กับ Foxconn นั้น เราได้เข้ามาจับเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นมากมาย และด้วยความที่ Foxconn เป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัทเทคโนโลยีดังๆทั่วโลกมากมาย คนดังๆ อย่าง Terry Gou (ประธาน Foxconn), Tim Cook, Jonny Ive, Andy Rubin, Jack Ma เราก็เห็นเดินเฉี่ยวกันไปมาที่ Foxconn ในงานประจำปี หรือในการประชุมต่างๆเป็นประจำ

เป็นความตื่นเต้นที่น่าจดจำ แต่ยังไงเราก็ยังไม่เคยลืมเป้าหมายในการสร้าง Product ที่ทำให้เกิด Positive Impact ให้กับชีวิต

ด้วยธรรมชาติของการเป็นมือปืนรับจ้าง ถึงเราจะได้ทำส่วนที่เป็น core technology แต่เราไม่ได้ทำ Product ทั้งชิ้น

Core technology ที่เราทำขึ้นมาจะถูกทีมอื่นๆใน Foxconn นำไปประกอบร่างกันขึ้นมาเป็น Product อีกทอดนึง

ดังนั้นโดยมากเราจึงไม่ได้เห็น Product ที่เป็น end-product จริงๆ ซึ่งนี่เป็นนโยบายปกติขององค์กรเทคโนโลยีทั่วไปที่ต้องการเก็บความลับที่ไม่จำเป็นต้องให้คนนอก มือปืนรับจ้างอย่างพวกเราถึงจะได้รับการยอมรับในฝีมือ แต่ก็ยังเป็นคนนอก ซึ่งเราก็เช้าใจถึงเหตุผลดี

แต่ผมมองหน้าน้องๆทุกครั้งที่ brief งานกันก็พอเดาใจกันออกว่าบางทีการไม่รู้ “Point” ของงานที่ทำ ถึงเทคโนโลยีมันจะล้ำแค่ไหน ก็ทำให้ชีวิตเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง

“ความคัน” จึงกลับมาอีกครั้ง แต่นี้ไม่ใช่เฉพาะผม แต่คันยุบยิบกันทั้งทีม

จริงๆไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องนี้เท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป Business unit ของ Foxconn ที่เป็นลูกค้าเราก็ค่อนข้างมี focus ที่เบี่ยงเบนจากเทคโนโลยี หันไปทางด้าน e-commerce และเรื่อง media มากขึ้น ซึ่งจริงๆก็เป็น area ที่เติบโตและน่าสนใจ

แต่ในท้ายที่สุดเราก็อยากไปในทางที่เราต้องการมากกว่า คือเรื่องของเทคโนโลยี และการนำมันมาสร้าง Product เพื่อสร้าง Positive impact ในด้านต่างๆให้กับชีวิตคน

เมื่อถึงจุดที่เหมาะสม เราจึงเริ่ม Phase out จาก Foxconn และเริ่มมา focus ใน area ที่เราเชื่อว่ามีอนาคตทางธุรกิจ ได้มีโอกาสทำ Product ของเราโดยตรงไม่ใช่แค่เทคโนโลยี และสามารถสร้าง Positive impact ได้อย่างมากมาย ทั้งกับคนไทยและกับคนทั่วโลก

Hospital & Health

จริงๆแล้วตั้งแต่เราพลิกแนวบริษัทมาเป็นบริษัทเทคโนโลยี นอกจากทำงานให้ Foxconn ก็มีโอกาสทำงานขนาดย่อมๆให้กับองค์กรหลายประเภท แต่มีงานที่ทำให้องค์กรประเภทหนึ่งซึ่งเป็นที่น่าสนใจกับผมและทีมงานมากที่สุดเสมอมา องค์กรประเภทนั้นก็คือ

“โรงพยาบาล”

สาเหตุที่น่าสนใจอันดับหนึ่งเพราะ “ความยาก” ของมัน

ประสบการณ์ของทั้งตัวผมเองและน้องๆที่เป็น Senior ผ่านองค์กรมาเกือบทุกประเภท แต่ “โรงพยาบาล” เป็นองค์กรที่มีความยากน่าจะมากที่สุด ในทุกๆมิติ

ธุรกิจบริการไม่มีธุรกิจไหนมีจำนวนแผนกที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการเท่าโรงพยาบาล เอาเบาะๆคือเวชระเบียน พยาบาล แพทย์ เภสัช รังษีวิทยา Lab การเงิน ฯลฯ ตั้งแต่คนไข้เดินเข้าโรงพยาบาลจนเดินออก แต่ละแผนกต้องประสานงานกันอย่างหนักหน่วงเพื่อจบเคสคนไข้แต่ละคน

ธุรกิจขายของไม่มีธุรกิจไหนจะมีสลับซับซ้อนในการจัดการ Stock Management เท่าโรงพยาบาล

ธุรกิจใดๆไม่มีธุรกิจไหนจะมีความยุ่งยาก ซับซ้อน วุ่นวาย ในแง่ของ Billing เท่าโรงพยาบาล ธุรกิจปกติ ตัวลูกค้าเอง เป็นคนจ่ายเงินค่าสินค้าบริการที่ตัวเองซื้อ ในกรณีของโรงพยาบาลคนไข้หนึ่งคนอาจจะมี Payer ที่จ่ายค่าบริการมากมายทั้งหน่วยงานรัฐ ประกันเอกชน บริษัทต้นสังกัด ฯลฯ แต่ละคนล้วนแต่มีเงื่อนไขที่ไม่ซ้ำกัน

ธุรกิจใดๆไม่มีธุรกิจไหนที่ Domain Knowledge จะซับซ้อนเท่าโรงพยาบาลซึ่งเกี่ยวข้องกับการแพทย์โดยตรง การแพทย์เกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ซึ่งมีความสลับซับซ้อน เกี่ยวกับยาซึ่งเป็นสารเคมีและมีความละเอียดอ่อนเช่นกัน และยังไม่นับคลีนิคเฉพาะทางที่ล้วนแล้วแต่มีความสลับซับซ้อนไม่ซ้ำแบบกัน

ด้วยความยากมหาหินเช่นนี้ ระบบสารสนเทศโรงพยาบาล Hospital Information System (HIS) ซึ่งเป็นระบบที่โรงพยาบาลทุกที่ต้องใช้ในการบริหการจัดการการให้บริการ จึงเป็นระบบมหาโหดที่แทบจะหาบริษัททำได้ยากมาก

นอกจาก “ความยาก” สาเหตุที่สองที่ทำให้โรงพยาบาลน่าสนใจสำหรับผมและทีมงานคือ โรงพยาบาลเป็น sector ที่ไทยเป็นหนึ่งใน leader ในระดับโลก

บริษัทที่ทำสายเทคโนโลยี ถ้าไม่หลอกตัวเองจนเกินไป จะตระหนักว่าบทบาทของตัวเองอยู่ที่การเป็น enabler เพื่อผลักดันให้ sector อื่นไปแข่งกับธุรกิจจากต่างประเทศได้

โอกาสที่บริษัทเทคโนโลยีไทยจะเข้มแข็งจนถึงขึ้นไปต่อกรกับต่างชาติได้ไม่ใช่ไม่มี แต่มีน้อยกว่าโอกาสที่จะผลักดันอุตสาหกรรมอื่นให้เข้มแข็งขึ้นและไปสู้กับต่างประเทศได้

ด้วยสองเหตุผลนี้ทำให้เราพุ่งเป้าหมายไปที่ “โรงพยาบาล” เป็น sector ที่เรา focus เป็นหลักเป็นลำดับถัดไป

สิ่งที่น่าวิตกคือ ไม่ว่าเราจะ focus โรงพยาบาลหรือ sector อื่นรวมกัน ด้วยความที่ Foxconn เป็นลูกค้ารายใหญ่มาก เราก็ไม่น่าจะสามารถที่จะขยายฐานลูกค้ามาแทนที่ Foxconn ได้ในระยะเวลาอันสั้น

นั่นหมายถึงถ้าจะเดินต่อไป บริษัทน่าจะต้องรีบระดมทุนจากนักลงทุนภายนอกมาเพิ่มทุนโดยเร็ว

ที่ผ่านมาผมอิดออดที่จะคุยกับนักลงทุนเพื่อ raise fund มาเสมอ ทั้งๆที่เราก็มีของดีอยู่มากมาย เพราะจากประสบการณ์ผมเองที่อยู่ในภาคการเงินมาก่อน พบว่านักลงทุนโดยส่วนใหญ่นั้นมองผลระยะสั้นเกินไป และมี mindset ของ trader มากกว่า investor

นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่มองอนาคตระยะยาวแบบที่ผมและทีมอยากให้เขามอง ดังนั้นถ้ามีคนมาถือหุ้นที่มองต่างไปจากเรา เราก็ต้องยอม compromise วิ่งไล่สิ่งที่กำลังฮอตฮิตตอนนั้น แทนที่จะ focus สิ่งที่เรามองว่ามีอนาคตระยะยาว

แต่ผมก็เดินหน้าคุยกับนักลงทุนอยู่ดี เพื่อให้บริษัทมี option เพื่อจะพลิกธุรกิจหันมา focus ที่โรงพยาบาลอย่างที่เราตั้งใจไว้

ผมเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะทำบุญไว้มากขนาดนี้ เพราะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นอีกครั้ง

ในระยะเวลาไล่ๆกันไม่นาน จู่ๆเราก็ได้รับงานให้เข้าไปทำระบบ Hospital Information System ถึง 3-4 โรงพยาบาลติดๆกัน ซึ่งก็ต่างคนต่างมาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกัน แต่เป็น Timing ที่ตรงกับที่เรากำลังจะหันมา focus ที่โรงพยาบาล ราวกับว่านัดกันไว้

ด้วยเหตุนี้ทำให้เราสามารถเดินหน้าธุรกิจสายโรงพยาบาลต่อได้ โดยไม่มีความจำเป็นต้องระดมทุนเพิ่ม

มีน้องคนนึงถามผมว่า นี่ลูกค้าที่ได้ๆมานี่พี่วางแผนไว้ล่วงหน้าใช่ไหมพี่ แล้วพี่ Plan ยังไงอ่ะทำไมมันถึงมาต่อเนื่องกันแบบถูกจังหวะขนาดนี้

ผมตอบทันควัน “มึงจะบ้าเหรอ?” นึกในใจ “กูจะ Plan ได้ขนาดนี้ไหมเนี่ย”

ผมนึกในใจตอนที่ตอบลูกน้องไปว่า นี่ถ้าผมต้องพึ่งปาฏิหาริย์มากขนาดนี้ พึ่งดวงขนาดนี้ รู้งี้ตั้งแต่แรกไม่ออกจากทรูหรอกครับ ไปแทงหวยเอาดีกว่า น่าจะเสี่ยงน้อยกว่าออกมาตั้งบริษัทเยอะเลย

ทุกวันนี้ธุรกิจหลักของระบบจึงเป็นระบบ Hospital Information System (HIS) และระบบรอบข้างที่เกี่ยวข้องกับ HIS รวมถึง Mobile Application สำหรับโรงพยาบาล

ลูกค้าล่าสุดของเราที่เพิ่งขึ้นระบบอย่างเต็มรูปแบบคือ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ ซึ่งเป็นสถาบันการแพทย์ในเครือโรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเป็น 1 ใน top 3 ของไทยที่เป็น University Hospital ของไทย

สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ถูกวาง position ให้เป็นสถาบันการแพทย์ชั้นนำในระดับเอเชีย พวกเราจึงมีความภาคภูมิใจที่ได้มามีส่วนช่วยในเป้าหมายนี้ และจะทุ่มเทอย่างสุดความสามารถเพื่อให้เมืองไทยเรามีสถาบันการแพทย์ในระดับภูมิภาคตามปฎิธานของผู้ก่อตั้งสถาบันฯ

ลูกค้าอีกรายซึ่งเรามีส่วนช่วย Enhance ระบบเพื่อเพิ่มความสามารถให้คือเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ (BDMS) ซึ่งเป็นเครือโรงพยาบาลเอกชนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 ของประเทศ

BDMS นั้นมีระบบ HIS เดิมที่ใช้อยู่แล้ว แต่ทีมงานเราได้รับมอบหมายให้พัฒนาระบบที่มาเชื่อมและเพิ่มศักยภาพของระบบ HIS เดิมให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์คนไข้ในยุคดิจิตอลได้อย่างเต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลอีกหลายแห่งที่ไม่ได้เอ่ยชื่อที่เราได้มีโอกาสเข้าไปช่วยวางระบบ HISให้แล้ว และอีกจำนวนมากที่เรากำลังเข้าไปนำเสนอ

ระบบ HIS ก็เหมือนระบบอื่นๆ ยิ่งมีลูกค้าใช้เยอะขึ้น ต้นทุนต่อหน่วยก็ถูกลง ราคาก็ถูกลง การขยายตลาดของบริษัทในครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลักคือเพื่อ drive ต้นทุนของระบบให้ถูกลง คุณภาพให้สูงขึ้น เพื่อให้ไทยเราได้มีระบบ HIS ที่ทันสมัยในราคาที่ไม่แพง ซึ่งจะกลับมามีผลโดยตรงต่อการให้บริการผู้ป่วยที่ดีขึ้น

ความฝันต่อไปของพวกเรา ก็คือการนำเอาเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาประยุกต์ใช้กับระบบ HIS เพื่อทำให้บริการของโรงพยาบาลทุกที่ๆเป็นลูกค้าเรา สามารถให้บริการผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และทำให้ผู้ป่วยหายป่วย มีสุขภาพที่ดี

และสิ่งที่พวกเราอยากให้เกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งก็คือการทำให้ sector โรงพยาบาลของไทยสามารถพัฒนาก้าวหน้าเพื่อให้สามารถแข่งกับโรงพยาบาลในต่างประเทศ เป็นอุตสาหกรรมหลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตขึ้น ภายใต้การแข่งขันที่ดุเดือดในยุคเทคโนโลยี

Penta TV & Learning

ในช่วงไล่เลี่ยกับที่เรากำลังหันมาจับธุรกิจโรงพยาบาล เราก็ได้ launch สินค้าออกมาอีกตัวนึงที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงจาก Enterprise Software อย่าง HIS หรือ Software ตัวอื่นๆที่เรามี

สินค้าตัวนี้จัดอยู่ในพวก Consumer Electronics ชื่อว่า Penta TV

Bill Gates กับ Steve Jobs เคยพูดในงานสัมภาษณ์ร่วมกันว่าสินค้าที่ดีมักมาจากสินค้าที่ Entrepreneur อยากใช้เองเป็นการส่วนตัว

Penta TV เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผมและน้องๆในทีมอยากใช้เองเป็นการส่วนตัว

แต่ไม่ใช่ว่าจู่ๆเราจะเอาคนมาทำ Product ที่อยากใช้เองตามอำเภอใจนะครับ ไม่ได้มีคนเยอะขนาดนั้น

สาเหตุที่เรา launch Penta TV ออกมาเพราะ skill ของบริษัทที่มีอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านนั้นมันตรงกับ Product ตัวนี้พอดี ไม่ว่าจะเป็นด้าน Embedded Software, Cloud computing, Video streaming, Electronics ล้วนแล้วแต่ชี้ไปที่สินค้าประเภทนี้ทุก skill

และเป็นสินค้าประเภทที่ถูกมองว่าเป็น “อนาคต” ในแวดวงเทคโนโลยี ในตอนนั้น

จะว่าไปแล้ว Internet Set-Top-Box (Internet STB) นี่เป็นสินค้าที่เป็น “อนาคต” มาตลอดเป็นสิบๆปี

“ปัจจุบัน” ยังไม่เคยมาถึงเลย

ในตลาดกลุ่ม Device ด้วยกัน Internet STB ถือเป็น segment ปราบเซียนมาตลอดจนถึงทุกวันนี้

Apple ที่ออกสินค้าประเภทนี้ออกมา (Apple TV) ได้ 10 กว่าปีแล้ว ทุกวันนี้ก็ treat สินค้าตัวนี้เป็น “Hobby” พูดง่ายๆคือไม่ได้ kill มันแต่ก็ไม่ได้ focus มัน เพราะมันเจาะไม่เข้า

Google พยายามเจาะตลาดนี้มาหลายครั้งหลายหน ทั้งออก Device เอง ทั้ง partner กับผู้ผลิต TV เปลี่ยนแบรนด์มาหลายอันแล้วตั้งแต่ Google TV มา Android TV และยังมี Chromecast อีกอันนึงมาแก้ขัดไปก่อน ทุกวันนี้ก็เริ่มหันไป focus Google Home มากกว่า

ยังไม่ต้องนับแบรนด์รองๆอื่นๆที่ต่างก็พยายามเจาะตลาดนี้มาเสมอมาเพราะทุกคนอยากครอง ‘Living Room”

Broadband ISP เจ้าใหญ่แทบทุกเจ้าล้วนแล้วแต่มีกล่อง TV เป็นของตัวเอง ทั้งแจก ทั้งขาย ทั้ง Bundle ทำทุกวิถีทาง ลองถามคนรอบข้างดูว่ามีกี่คนที่ใช้มันจริงๆ

ยักษ์ใหญ่ทุกบริษัทที่มีปัญญาพอต่างพากันออกตัวสินค้า Internet STB รูปแบบต่างๆนานาออกมา และทุกคนต่างก็เจ็บตัวไปตามๆกัน

ผมเชื่อว่าไม่ใช่เพราะ Internet STB ไม่มี “อนาคต” แต่เพราะ Timing ที่เหมาะสมนั้นยัง “มาไม่ถึง”

ตอนที่เรา launch Penta TV ออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อ 4 ปีที่แล้วนั้น ใจผมเองก็ยังคิดอยู่ว่า “Timing” นั้นน่าจะยังไม่ใช่ แต่สาเหตุที่ตัดสินใจ launch ออกมานั้นเพราะในแง่เทคนิคแล้วทีมได้พัฒนามันสุกงอมพอที่จะเป็น Product ที่ออกตลาดได้ สามารถตอบโจทย์กลุ่ม target segment ได้ระดับที่น่าจะเป็นธุรกิจที่เลี้ยงตัวเองได้ มีกำไร และขยายตัวได้เรื่อยๆ

ราวกับนัดกันมา Google ชิงตัดหน้าออก Chromecast ก่อนเราเปิดตัวประมาณ 1 สัปดาห์

โชคดีที่เรามีฟีเจอร์ที่มากกว่า และสื่อของ Chromecast เองก็มาไม่ค่อยถึงเมืองไทยใน version แรก ทำให้ไม่มีผลกระทบใดๆกับการยึดหัวหาดเปิดตัว Penta TV ในตลาด

หลังจากนั้นไม่นานก็มีข่าวเรื่องการให้ใบอนุญาตประกอบกิจการดิจิตัลทีวีออกมา ผลกระทบในทางบวกคือทำให้เรามีช่องเพิ่มขึ้นจาก 6 ช่องเป็น 24 ช่อง นั้นคือมีคอนเทนท์ดูได้มากขึ้นทำให้ Internet STB มีคุณค่าสูงขึ้น

ส่วนผลกระทบในทางลบเองคือ กสทช. เองก็ให้การ subsidize กล่องดิจิตัลทีวี ทำให้มีกล่องที่เป็นสินค้าทดแทน (ถึงฟีเจอร์จะไม่เหมือนกันก็ตาม) ทะลักออกมาท่วมตลาดเต็มไปหมด

ผลโดยรวมนั้นบวกมากกว่าลบทำให้โดยรวมเราสามารถขยายตลาดได้เรื่อยๆทั้งที่ไม่ได้ลงงบการตลาดแทบถล่มทลายเหมือนผู้ผลิต Consumer Electronics ทั่วไป

หลังจากนั้นไม่นาน Broadband ISP สองเจ้าใหญ่ออกกล่อง Internet STB มาถล่มกันเองเพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วงชิงตลาด Subscription TV เราก็ได้แต่นั่งมองยักษ์ใหญ่ออกมาซัดกันโดยรอดูผลว่าจะมีผลกระทบกับเราหรือไม่

ในช่วงเดียวกันเองการใช้ Facebook เพื่อส่งเสริม E-commerce ในตลาดก็โตวันโตคืน คนใช้ Facebook ใช้ Line มากขึ้นเรื่อยๆ Lazada เริ่มเข้ามาทุ่มกวาดตลาด ตามมาด้วยปรากฏการณ์ 11Street ยึด BTS สยาม และ Shopee ออกโฆษณาติดหู ที่ทุกวันนี้บางคืนยังฝันเป็นเสียงปีปีปี้

ถ้าเปรียบเทียบ อยากให้นึกถึงคลิปที่มีคนขี่จักรยานอยู่บนถนนอยู่ดีๆ ก็มีรถฉวัดเฉวียนชนกันไปชนกันมา คว่ำบ้าง พลิกตีลังกาบ้าง ตกข้างทางบ้าง โดยจักรยานหลุดรอดไปด้วยความบังเอิญและขับตามทางของเขาต่อไปโดยอดสงสารรถที่ประสบอุบัติเหตุรอบข้างไม่ได้

ทุกวันนี้ Penta TV เป็นสินค้า Global อย่างแท้จริง ยอดขายมาจากคนไทยทุกประเทศทั่วโลก ขายตรงผ่าน website ของตัวเองเป็นหลัก เป็นโมเดล brand.com อย่างที่ตอนนี้กำลังเป็นกระแสที่นิยมกันโดยเราเริ่ม approach นี้มาตั้งแต่เริ่มเปิดตัว และมียอดขายส่วนใหญ่มาจาก word-of-mouth เพราะลูกค้าบอกต่อ

ความสำคัญของสินค้าตัวนี้ต่อบริษัทไม่ใช่ในเชิงธุรกิจเท่านั้น

บริษัทส่วนใหญ่เวลาบอกอยากจะยึดครอง “Living Room” มักจะมองจากมุมการค้าเป็นหลัก คือถ้ายึด “Living Room” ได้เป็น Device ที่บ้านจำนวนมากใช้ ก็จะสามารถขายสินค้าต่างๆเข้าไปในบ้านได้โดยคุมให้ Device นั่นโฆษณาอะไรก็ได้อย่างที่เราต้องการ

สิ่งทีเราสนใจกลับไม่ใช่โอกาสในการขายของ แต่เป็นโอกาสในการสร้าง “การเรียนรู้” ให้เกิดขึ้นในบ้าน ซึ่งเป็นสถานที่ที่เราเชื่อว่าสำคัญต่อการเรียนรู้มากกว่าโรงเรียนและสถาบันการศึกษาเสียอีก

สำหรับการเรียนรู้ในบ้านนั้น ถึงจะมีการพยายามนำรายการที่เป็น “สาระ” เพื่อเสริมการ “เรียนรู้” มากมายมาอยู่ในช่องสด แต่ช่องสดหรือ Linear TV นั้นโดยธรรมชาติเหมาะกับ content ที่คนจำนวนมากดูเหมือนๆกัน พร้อมๆกัน เช่น ข่าว ละคร เกมส์โชว์ฯ

เนื่องจากคนแต่ละคนสนใจในการเรียนรู้ที่ต่างกัน และยังว่างไม่ตรงกันอีก จึงคาดหวังได้ยากว่าจะให้คนที่สนใจเรื่องเดียวกันเปิดทีวีมาดูในรายการเดียวกัน เวลาเดียวกัน รายการสาระในช่องสดจึงไม่น่าจะเป็นคำตอบในเรื่องนี้

สื่อในรูปแบบ clip video นั้นกลับเหมาะสำหรับการเรียนรู้มากกว่า

แต่ข้อจำกัดของสื่อแบบนี้คืออุปกรณ์ที่คนใช้ในการดู clip อย่างสมาร์ทโฟน หรือ แท็บเล็ตนั้นเหมาะกับการดูคลิปสั้นๆ แต่ไม่เหมาะกับการดูสื่อที่ใช้ส่งเสริมการเรียนรู้ซึ่งมักเป็น long-form video content

ไม่ค่อยมีใครนั่งจ้องสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้นานๆโดยไม่มี message อะไรมาขัดจังหวะเลย และบางทีเราก็ต้องใช้อุปกรณ์ทำอย่างอื่นด้วย มันไม่ได้เอาไว้ดูวิดีโออย่างเดียว

อุปกรณ์ที่เหมาะกว่าก็คือ Internet STB อย่าง Penta TV

เป้าหมายจริงๆในการพัฒนา Penta TV ขึ้นมาก็คือเพื่อใช้ตอบโจทย์ในการเสริมสร้างการเรียนรู้ที่บ้าน โดย blend ความรู้เข้าไปกับความบันเทิงให้ง่ายต่อการรับชม และป้อนสิ่งที่ผู้ชมอยากรู้ได้อย่างแม่นยำและถูกจังหวะเวลา

เป้าหมายท้ายสุดคือ “เพิ่มช่วงเวลาที่คนจะได้เรียนรู้ ให้ขึ้นมาเท่าเทียมกับช่วงเวลาที่จะหาความบันเทิง”

สำหรับผมและทีมแล้ว ไม่ได้มองโจทย์นี้ว่าง่ายเลย เกมส์นี้เป็นเกมส์ยาวแน่ๆ แต่เราก็มองว่ามันคุ้มค่าที่จะเดิมพัน เพราะปัญหาเกือบทุกอย่างบ้านเราที่เรายังแก้มันไม่ได้ มันมักจะย้อนกลับมาที่เงื่อนไขเดียวกันคือ “ต้องทำให้คนไทยฉลาดขึ้น”

Teamwork

สิ่งที่เป็นหัวใจของทุกบริษัทไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรก็คือ “คน”

และสิ่งที่สำคัญกว่า “คน” ก็คือ “ทีม”

สิ่งที่ผมภูมิใจมากเกี่ยวกับบริษัทไม่ใช่ว่าเรามียอดอัจฉริยะที่ไปชนะโน่นนี่นั่นมา ทั้งๆที่จริงๆเราก็มีน้องๆหลายคนที่เก่งมากจนอาจจะใช้คำนั้นได้อยู่หลายคน

สิ่งที่ผมภูมิใจคือความเป็น “Teamwork” ที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน มันอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญที่จุดเริ่มต้นของบริษัทเป็นทีมที่เคยร่วมงานกันมาบ้าง และมีวิธีการทำงานที่เป็น Teamwork ที่ดีมาตั้งแต่ต้น

เมื่อจุดเริ่มต้นดีก็กลายเป็นวงจรบวก เมื่อเราสัมภาษณ์พนักงานใหม่เข้ามา ก็ถูกกรองด้วยคนเดิม และทำให้เรามักได้คนประเภทคล้ายๆกันคือเป็น Team player ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากถึงมากที่สุดในการคัดคนเข้ามาทำงาน

Software House & “Digital Age”

ก่อนหน้านี้เวลามีคนถามว่าบริษัททำอะไร ผมมักจะอึ้งไปและตอบไม่ถูก เพราะสิ่งที่เราทำนั้นมีความหลากหลายมาก จะให้นั่งเล่าสินค้าทุกตัวก็ยาวไป ครั้นจะเอาคำใหม่ๆอย่าง Venture Builder หรือคำอื่นๆที่คล้ายๆกันมาเป็นคำตอบ ก็ต้องไปนั่งอธิบายคำใหม่ที่ว่านั่นอีก กลายเป็นอาจจะยิ่งเหนื่อยกว่าเดิม

หลังๆเลยไม่ค่อยได้ไปออกงาน ออกสื่อที่ไหนเกี่ยวกับบริษัทเท่าไร เพราะเล่าไม่ถูก

แต่ทุกวันนี้ถ้ามีคนถามอีก ผมมีคำตอบสั้นๆแล้วครับ ว่าบริษัทเราเป็น “Software House”

พอพูดคำนี้หลายๆคนอาจจะเบือนหน้าหนี

เพราะบรรดาคนที่ออกมาทำ Startup หลายคน ต่างก็มีประสบการณ์หนีตายมาจากการทำธุรกิจ Software House ซึ่งต่างก็ว่าเป็นธุรกิจที่ชีวิตบัดซบเหมือนผู้รับเหมาก่อสร้าง แค่เปลี่ยนจากงาน Civil มาเป็นงาน Software

ทำไปก็ไม่โต มีแต่โอกาสขาดทุน

ผู้ใหญ่ที่รู้จักและรักผมคนนึงเคยเตือนด้วยความห่วงใย และเคยถึงขั้นบอกผมว่านี่คือธุรกิจที่ไม่ต่างจากการเป็น “อีตัว” คือลูกค้าจะให้ทำอะไรก็ต้องทำ

ผมเองก็พร่ำสอนลูกน้องมาตลอดว่าเราจะต้องไม่เป็น Software House ด้วยข้อเสียต่างๆที่เขาว่ากันมา และจากที่เห็นชะตากรรมของบริษัท Software House อื่นๆ

จนวันนึงผมถึงเริ่มตกผลึก เนื่องจากถ้าว่าไปแล้ว จริงๆเราก็นับเป็น Software House มาตั้งแต่เริ่มทำให้ Foxconn นั่นแหละ ถึงลูกค้ารายนี้จะเป็นบริษัทต่างชาติมีชื่อเสียง งานเป็น R&D เทคโนโลยี Advanced แต่งานมันก็คือการทำ Software ตาม Requirement นั่นเอง

ยังโรงพยาบาลอีกตั้งหลายโรงพยาบาล บริษัทใหญ่ๆอีกหลายรายที่เข้ามาเป็นลูกค้า เราก็ทำ Software ให้เขาตาม Requirement เหมือนกัน มันก็งาน Software House นี่นา

บริษัทมันก็ยังอยู่ดีนิ โตขึ้นเรื่อยๆอย่างมั่นคง ลูกค้าก็คุยกันรู้เรื่อง งานก็ทยอยเพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ

ผมเพิ่งมาคิดได้ว่าที่บริษัทสามารถเติบโตมาได้ตลอด และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ก็น่าจะมาจากที่ว่าเราไม่ได้มองตัวเองเป็น Software House ที่หน้าที่คือการทำ Software นี่แหละ

สิ่งที่เรามองว่าเป็นหน้าที่ คือการ Solve Problem “แก้ปัญหา” ให้ลูกค้า โดยมี Software เป็นแค่เครื่องมือในการแก้ปัญหา

ลูกค้าอาจจะ “ซื้อ” Software จากเราแต่สิ่งที่เขาต้องการคือ “การแก้ปัญหา”

เราจึงเน้นเรื่องการแก้ปัญหาเป็นหลัก ดังนั้นแม้ว่า Software จะทำได้ตาม Requirement แต่งานจะยังไม่เสร็จตราบใดถ้าปัญหายังไม่ถูกแก้

Motto ของบริษัทจึงเป็น “The Problem Buster” เพื่อเตือนใจเสมอว่าเราทำหน้าที่แก้ปัญหา ไม่ใช่ผลิตซอฟท์แวร์ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาขององค์กรซึ่งเป็นลูกค้าหลักของเรา หรือจะเป็นปัญหาของผู้บริโภคที่เราแก้ด้วย Consumer Electronics หรือ Content ในรูปแบบต่างๆ

โดยปัญหาที่เราต้องการแก้เป็นพิเศษคือ สุขภาพ, การเรียนรู้, และคุณภาพชีวิต

ซึ่งเราก็มีซอฟท์แวร์ที่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้แล้วเป็นจุดตั้งต้น และพัฒนาต่อยอดเพื่อให้แก้ปัญหาที่มีเฉพาะเจาะจงของลูกค้าแต่ละราย

ในยุคดิจิตัล “Digital Age” ทุกคนต่างบอกว่าไทยต้องมี Startup มากกว่านี้ เราต้องมี Unicorn ให้เทียบชั้นกับเพื่อนบ้านเรา

จริงๆแล้วสิ่งที่เราขาด ไม่ได้มีแค่ Startup

สิ่งที่เราขาดเป็นอย่างมากคือ Software House ที่ดีมีคุณภาพ

การจะผลักดันให้ประเทศเข้าไปแข่งขันในยุคที่เทคโนโลยีกำลังพลิกทุกอุตสาหกรรม โมเดล Startup เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ

เรายังขาดบริษัทอย่าง Software House ที่จะช่วยเอาเทคโนโลยีมาพัฒนากระบวนการ เพิ่มคุณภาพบริการ และผลักดันอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้วให้แข่งกับโลกได้ด้วย

หวังว่าประสบการณ์ที่ผมเล่ามาจะเป็นประโยชน์กับผู่อ่าน และหวังว่าสักวันนึงเราคงจะมีโอกาสได้ร่วมงานกันนะครับ 🙂

ผู้ท้าชิง dominant local Digital Platform

ผู้ท้าชิงในการเป็น dominant local Digital Platform ใน Southeast Asia ณ จุดนี้คือ Go-Jek, Grab, Shopee, Lazada ซึ่งมาจากสองสายคือสาย Ride-sharing และ สาย Marketplace และทั้งสองสายก็บุกไปยังด้าน Payment เป็นที่เรียบร้อย คนที่ทำ Payment เพียวๆน่าเป็นห่วง โดนเบียดแน่ๆ

ส่วนสาย Chat ค่อนข้าง Fragmented และไม่น่าจะ domate ได้ระดับ regional อย่างมากได้แค่ในระดับประเทศ โดยมีทั้ง Line, WhatsApp, WeChat รวมถึง Facebook Messenger แบ่งเค้กกันอยู่ คิดว่าน่าจะยัง Fragmented ไปเรื่อยๆแหละ

ส่วนผู้เล่นมะกันอย่าง Facebook และ Youtube ก็ dominate สาย Media และยังคงปักหลักอย่างเหนียวแน่น ทำอุตสาหกรรมสื่อ local ปั่นป่วนกระจายเป็นบุพเพอาละวาด (เกี่ยวยังไงนะ?) ทั้งคู่ก็คงขยับขยายชิงพื้นที่อื่นๆที่ยังเหลือ และวันนึงก็คงจะมาจ๊ะเอ๋ชนกับผู้เล่น Local ที่กำลังท้าชิงกันอย่างดุเดือดเลือดพล่านอย่างที่เล่าไป

เกมนี้น่าติดตามยิ่งนัก รอดูตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ และก็ยังรอผู้ท้าชิงจากไทยอยู่นะ เมื่อไรจะมาซักที? รอนานแล้ว เลิกออกงาน startup pitching contest กันได้แล้ว การแข่งขันจริงๆมันไม่ได้อยู่ในอีเวนต์นะออเจ้า!!!

ปรากฏการณ์ทีวีดิจิตอล Broadcast คู่ขนานบน FB Live

ในระยะสั้นเชื่อว่าการที่ช่องทีวีดิจิตอลเริ่มหันมา Broadcast คู่ขนานบน Facebook Live จะส่งผลบวกทำให้ Rating ดีขึ้นเนื่องจากเป็นช่องทาง Remind รายการที่กำลัง On Air ให้กับแฟนรายการ ซึ่งอาจจะเปิดดูจากทีวี หรือดูบน Facebook Live เลยก็ได้

ในระยะยาวถ้าคนชินกับการดูช่องทีวีบน Facebook Live มากขึ้น จะเกิดช่อง Facebook Live Only มากขึ้น เหมือนที่คุณสรยุทธ และ คุณวู้ดดี้ กำลังทำหรือมีแผนจะทำ ซึ่งช่อง Facebook Live ที่กำลังจะเกิดขึ้นเหล่านี้จะเป็นคู่แข่งช่องทีวีปกติใน target audience กลุ่ม Digital Ready ซึ่งอาจจะไม่ใช่ mass แต่ก็เป็นกลุ่มมีกำลังซื้อสูง

พูดง่ายๆก็คือการที่ช่องทีวีมา Broadcast ผ่าน Facebook Live จะทำให้ Platform ใหม่นี้แจ้งเกิดเร็วขึ้น เปิดโอกาสให้เกิดคู่แข่งใหม่ๆ ในลักษณะเดียวกันกับการที่ช่องอนาล็อกในอดีตมาออกอากาศผ่าน Platform ทีวีดาวเทียม ทำให้เกิดคู่แข่งใหม่เช่น WP, GMM, RS ซึ่งในภายหลังก็มาแข่งในสนามใหญ่กับช่องอนาล็อกเดิม

แต่ท้ายที่สุดคู่แข่งที่จะเกิดขึ้นจริงก็คือคู่แข่งที่เข้มแข็งเรื่อง Content จริงๆ ไม่ใช่ว่าใครมาทำก็จะสร้างฐานคนดูที่มากและ Loyal พอที่จะสามารถชิงส่วนแบ่งค่าโฆษณาจากเจ้าตลาดเดิมได้

ผมเชื่อว่าคนที่ประสบความสำเร็จบน Facebook Live จะมีสองกลุ่ม กลุ่มแรก target niche (เช่นคุณวู้ดดี้?) หลังจากสำเร็จแล้วจะยังคงอยู่บน Facebook Live Only เนื่องจากมัน cover target แล้ว

กลุ่มที่สอง target mass เช่นคุณสรยุทธ์ ซึ่งหลังจากสำเร็จบน Facebook Live แล้วน่าจะขยายผลกลับมาเป็นผู้เล่นในจอทีวีปกติเพื่อขยาย reach ในกลุ่ม mass และกวาดรายได้โฆษณาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

Impact ที่แน่นอนของปรากฏการณ์ครั้งนี้คือการที่ตลาดคนทำ Content จะดุเดือดเลือดพล่านขึ้นไปอีก ผลที่ตามมาคือธุรกิจที่สามารถ retain และ develop คนทำ Content ได้เท่านั้นจึงจะสามารถมีชัยในการปฏิวัติวงการทีวีในครั้งนี้ ไม่ว่าจะอยู่ใน Facebook Live หรือทีวีปกติ

Celebrity Marketing

Mass marketing เมืองไทยลงท้ายด้วย Celebrity-endorsement เสมอ นั่นหมายความว่ามันเวิร์ค และนั่นหมายความว่า Mass population ของเรานั่นถูกชักจูงได้ด้วยคนหล่อ สวย ดัง เท่านั้น … อ้อลืมไป มีหวยชาเขียวเป็นตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จของการตลาดอีกแนวคือ Lottery marketing … สรุปว่าถ้าจะชักจูง Mass market ไทยต้องล่อด้วยความดัง หล่อ สวย หรือโอกาสรวยเร็ว เท่านั้น ถ้าคิดจะทำตลาดกลุ่ม Mass ให้เกาะแนวนี้เอาไว้แล… #สัจธรรมไทยแลนด์

ก้าวต่อไปของ Facebook ในการบุกตลาดโฆษณาไทย

ผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลพึงระวัง สัญญาณการรุกคืบมาแย่งเค้กตลาดโฆษณาโทรทัศน์ของ facebook ยิ่งนานยิ่งชัดเจน

ถึงบทความนี้จะไม่ได้พูดออกมาชัดๆ แต่ความสำเร็จของ facebook ในการก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในตลาดโฆษณาดิจิตอล ด้วยส่วนแบ่งการตลาดเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ แซงหน้าเบอร์หนึงปีที่แล้วอย่าง google (รวม youtube) และทิ้งผู้เล่นดั้งเดิมกลุ่ม Display ad ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเว็บไทย เหลือส่วนแบ่งเพียงแค่ 16 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 40 เมื่อ 3 ปีก่อน ทำให้น่าคิดต่อว่า growth strategy ต่อไปของ facebook คืออะไร

การแต่งตั้ง ex-consultant ซึ่งมีลูกค้าหลักเป็นองค์กรขนาดใหญ่เป็น country manager เป็นสัญญาณที่ชัดว่านั่นคือเป้าหมายต่อไป และงบประมาณก้อนใหญ่ของกลุ่มนี้ก็มาจากโฆษณาทีวีเป็นส่วนใหญ่ ในบทความยังกล่าวถึงอุตสาหกรรมเป้าหมายคือสินค้าอุปโภคบริโภค บริการทางการเงิน โทรคมนาคม ฯลฯ ซึ่งต่างก็เป็นอุตสาหกรรมที่เป็นเป็นลูกค้าหลักของโฆษณาทีวี ยิ่งทำให้สัญญาณดังกล่าวชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก

การออกบริการในรูปแบบวิดีโออย่างต่อเนื่องที่ผ่านมา รวมถึง facebook live ซึ่งก็ชนะ youtube live อย่างราบคาบ สามารถมองได้ว่าเป็นการปูพื้นไปสู่โฆษณาที่อยู่ในรูปแบบวิดีโอนั่นเอง

ในยุคนี้ผมยังไม่เห็นคู่แข่งรายไหนน่าสะพรึงกลัวเท่า facebook อีกแล้ว ในเมืองไทยแม้แต่ google ก็ยังเป็นรองในธุรกิจหลักของทั้งคู่คือธุรกิจโฆษณา

อยากเตือนผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลไม่ว่าจะเป็นเจ้าของช่องและผู้ผลิตรายการพึงระวังและเตรียมปรับตัวในการรับมือ ไม่เช่นนั้นจะเป็นเหมือนเว็บไทยที่โดนแย่งรายได้ไปหมดโดยเจงกีสข่านแห่งโลกดิจิตอลผู้น่าเกรงขามรายนี้

อ้างอิง: http://thumbsup.in.th/2016/09/facebook-thailand-john-wagner/

From Executive to Entrepreneur

บทความนี้เป็นสรุปเนื่อหาจากสิ่งที่ผมได้ไปพูดในงานของชมรม IOIC (Intania Open Innovation Club) ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นชมรมที่ต้องการสนับสนุนศิษย์เก่าให้สามารถสร้างนวัตกรรมออกไปเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการให้ประสบความสำเร็จ ผมไปพูดในฐานะศิษย์เก่าที่อยู่ในวงการเทคโนโลยีทั้งในฐานะของผู้บริหารองค์กรใหญ่ในอดีต และในฐานะผู้ประกอบการในปัจจุบัน

10306728_10154111128719276_323792320892816161_n

ในช่วงต้นผมเล่าประวัติส่วนตัว ถึงแม้เพื่อนและคนที่รู้จักส่วนใหญ่จะรู้จักผมแต่ในฐานะคนเรียนเก่ง แต่ในความจริงตลอดมาสิ่งที่ผมอยากทำจริงๆคือการสร้างอะไรใหม่ๆด้วยเทคโนโลยีออกมาให้คนใช้ และ ก็ได้แสวงหาประสบการณ์ที่เกี่ยวกับธุรกิจเทคโนโลยีมาตลอด เริ่มจากในด้านการวิเคราะห์หุ้น และ งานวาณิชธนกิจ (Investment Banking) ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในช่วงกำลังบูมยุค 90’s

ในช่วงที่ยังเรียนโทและเอกที่ MIT ก็ได้อาศัยบารมีอาจารย์หลายๆท่านเข้าไปเป็นที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในสหรัฐอเมริกาหลายบริษัท เช่น Intel, Verizon, ITT Industries, รวมถึง Startup หลายๆบริษัทที่สหรัฐฯ หลังจากนั้นก็กลับมาประเทศไทยเป็นผู้บริหารที่ True เข้ามาจับงานพัฒนาผลิตภัณฑ์หลายต่อหลายตัวอยู่ถึงเกือบ 7 ปี โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต (ซึ่งปัจจุบันคำว่าดิจิตอลดูจะอินเทรนด์กว่า) หลังจากนั้นออกมาตั้งบริษัทเทคโนโลยีของตัวเอง The VC Group ถึงวันนี้ได้อีกเกือบ 7 ปีแล้ว

มองย้อนกลับไป 20 กว่าปีตั้งแต่ผมจบตรีและวนๆอยู่ในวงการนี้มาตลอด ผมเห็น cycle ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมา 3 รอบ แต่ละรอบเริ่มจากช่วงตื่นทองมีผู้เล่นมากมายจนถึงช่วง consolidation ที่มีผู้ชนะอย่างชัดเจน เริ่มต้นจาก cycle แรกคือ Telecom ในยุคที่บริการโทรศัพท์มือถือกำลังขยายตัว เกิด startup ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมมากมาย ใน cycle ที่สองคือยุค dot com ก็เกิด startup ในรูปแบบเว็บไซต์เป็นดอกเห็ด และใน cycle ที่สามคือยุค Mobile ก็มี startup ในรูปแบบของ App มากมายตามที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้

ในยุคที่ Tech Startup กำลังบูมสุดๆในตอนนี้ ผมเองก็มีข้อคิดที่อยากจะแบ่งปันทั้งสำหรับคนที่ทำงานในด้านนี้อยู่แล้ว และคนที่กำลังจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้เป็นข้อๆดังนี้นะครับ

1. โอกาสทองที่มาจากกระแส Tech Startup

… กลับไม่ใช่การกระโดดมาทำ Tech Startup ในยุค gold rushในสหรัฐฯคนที่รวยไม่ใช่นักล่าทอง แต่เป็นคนที่ขายจอบ ขวาน อุปกรณ์และอื่นๆให้กับนักล่าทอง …ในยุคที่มี Tech Startup จากทั่วโลกออกมาล่าฝัน สร้างสื่อและช่องทางออนไลน์ใหม่ๆออกมา โดยฝันว่าจะได้รวยมากและรวยเร็ว คนที่จะได้อานิสงค์โดยตรงได้แก่ Digital Marketer ผู้เข้าใจการใช้สื่อและช่องทางใหม่ๆเหล่านี้และให้คำปรึกษากับองค์กรต่างๆรวมทั้งนักล่าฝันเอง, Merchant พ่อค้าแม่ค้าที่สามารถใช้ช่องทางดิจิตอลซึ่งส่วนใหญ่ฟรีเพื่อขายสินค้าบริการกันอย่างคล่องมือ, Developer และ Graphic Designer ผู้ที่จะมาช่วยเหล่านักล่าฝันทั้งหลายสร้างผลิตภัณฑ์ออกมา, Data Scientist ที่จะประมวลผลข้อมูลเพื่อช่วยสร้างความกระจ่างใช้ประเมินว่าฝันใกล้เป็นความจริงหรือยัง, และ Venture Capital ที่จะช่วยเป็นสะพานเชื่อมนักล่าฝันกับคนมีเงินถุงเงินถัง (Limited Partner) ที่อยากได้ผลตอบแทนการลงทุนงามๆ ให้มีโอกาสเข้ามามีเอี่ยวกับความฝันนี้

2. โมเดลธุรกิจสื่อโฆษณา (Media)

เป็นโมเดลที่ Tech Startup ตั้งแต่ยุค Yahoo, Google เรื่อยมาจนถึง Facebook ใช้ในการสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำและสร้างกำไรมหาศาลจนสามารถนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้และทำให้ผู้ถือหุ้นและพนักงานรวยกันไปตามๆกัน สำหรับบ้านเราผู้เล่นที่เกิดขึ้นในยุค dot com ก็ใช้โมเดลสร้างรายได้นี้แทบทุกราย ไม่ว่าจะคิดเป็นค่า banner หรือ ค่าเช่าร้านออนไลน์ หรือ คิดเป็นค่าอื่นๆ แต่โมเดลนี้โอกาสทำรายได้น้อยลงเรื่อยๆเนื่องจากความเข้มแข็งของผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Google, Facebok, Line นั้นเข้ามาเบียดจนผู้เล่น Local เหนื่อยกันไปตามๆกัน ผู้เล่นรายใหญ่เหล่านี้ไม่ได้มีแค่ฐานผู้ใช้งานที่ใหญ่มหาศาล แต่ยังมีความสามารถในการคัดกรองแยกประเภทผู้ใช้งานเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ลงโฆษณาได้ target ผู้รับชมได้อย่างละเอียดและชัดเจน (โดยเฉพาะ Google และ Facebook) เหลือผู้เล่น Local ที่ยังยืดหยัดอยู่ได้อยู่ไม่มาก (ขอเอาใจช่วยด้วยนะครับ) สำหรับผู้เล่นหน้าใหม่นั้นก็ไม่ควรเลือกทางนี้เป็นทางทำเงิน

3. โมเดลธุรกิจ end-to-end

เมื่อโมเดลสื่อโฆษณาเริ่มจะยากขึ้นทุกวันๆ ก้าวถัดไป (natural next steps) ของ Tech Startup ก็คือกระโดดเข้าไปเป็นผู้ขายสินค้าหรือบริการซะเองโดยไม่ต้องง้อค่าโฆษณา ได้เงินส่วนแบ่งจากสินค้าหรือบริการเหล่านั้นโดยตรงด้วยการอำนวยความสะดวกให้ทั้งผู้ใช้และผู้ให้บริการ ตัวอย่างเช่น Uber หรือ Airbnb โมเดลนี้เป็นอนาคตทางนึงของ Tech Startup ซึ่งพูดง่ายแต่ทำไม่ง่าย ถ้าเป็นการขายสินค้า Digital แบบ pure ก็อาจจะถูกเลียนแบบได้ไม่ยากโอกาสกระโดดเข้าไปใน red ocean สูง ส่วนถ้าจะก้าวเข้าไป facilitate real goods & services จะมีเรื่องยุ่งยากทาง logistics ก็ต้องการความเข้าใจใน pain point ของอุตสาหกรรมนั้นๆอย่างลึกซึ้ง แต่ถ้าทำได้ก็จะสร้าง barrier to entry ได้ดีกว่า pure digital goods

4. IOT (Internet of Things)

มีกระแส IOT ออกมามากมายดูเหมือนเป็นอีก cycle ของเทคโนโลยี โดยส่วนตัวผมคิดว่าโอกาสด้าน IOT ไม่อยู่ในรูปของการขายอุปกรณ์เฉยๆแต่เป็นการรวมกับบริการ end-to-end ข้อ 3 เพื่อให้สามารถให้บริการบางอย่างได้อย่าง end-to-end โดยมีอุปกรณ์เป็นองค์ประกอบนึงของบริการนั้นๆ จริงๆแล้วอุปกรณ์บางตัวไม่มีความหมายเลยถ้าไม่มี end-to-end service รองรับ ลองนึกว่าเครื่องเตือนคนแก่ล้มจะมีประโยชน์อะไรถ้าไม่ได้มี service ที่เข้ามารองรับถ้าเกิดเหตุการณ์ล้มขึ้นจริงๆ ในฐานะของคนที่เคยทำธุรกิจที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ในสมัยเป็นผู้บริหารและปัจจุบันก็ยังทำธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์อยากจะขอแนะนำว่าให้มองอุปกรณ์เป็นส่วนนึงของบริการที่สามารถต่อยอดและสร้างรายได้ต่อไปได้ อย่าคิดแค่ว่าจะได้กำไรจากอุปกรณ์เพราะในระยะยาวนั้นภาระการ support นั้นมากมายเหลือเกินไม่ว่าคุณจะออกแบบมาดีแค่ไหนก็ตาม

5. Big Data Analytics

เป็นเรื่องนึงที่ผมคิดว่าจะต้องเข้าไปเกี่ยวกับทุกอุตสาหกรรมและทุกโมเดลธุรกิจอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ 4 IOT ซึ่งถ้าขาด Analytics ไปแล้วก็แทบจะไม่ได้ add value อะไรเลยสำหรับผู้ใช้งาน อย่างไรก็ดีตอนนี้ hype เรื่องนี้ก็เยอะแยะมากมายเต็มไปด้วย noise จับต้นชนปลายไม่ถูก ส่วนใหญ่จะ hype กันเรื่อง tools แต่ในความจริงเรื่องที่สำคัญที่สุดและยากที่สุดคือการ apply tools เพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์ธุรกิจ

6. ข้อคิดเกี่ยวกับการบริหารองค์กรที่พัฒนานวัตกรรม ทั้ง Enterprise และ Tech Startup

  • นวัตกรรมควรช่วยแก้ปัญหาที่สำคัญของผู้ใช้งานและสังคม ในโลกนี้มีปัญหาสำคัญๆเยอะแยะมากมายที่คู่ควรแก่ความพยายามขององค์กรที่พัฒนานวัตกรรม ควรพยายามหลีกเลี่ยงสร้างนวัตกรรมที่แค่มาใช้แก้ปัญหาความอยากรวยเร็วอยากดังเร็วของผู้ก่อตั้งหรือปัญหาหา Tech Startup ไปปั่นขายของนักลงทุน
  • ซอฟท์แวร์และคอนเทนท์คือหัวใจของนวัตกรรมในโลกดิจิตอล ไม่นานมานี้ซอฟท์แวร์เป็น focus หลักของนวัตกรรม แต่ปัจจุบันคอนเทนท์เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆและในอนาคตน่าจะทัดเทียมกับซอฟท์แวร์ในการทำนวัตกรรมไม่ว่าด้านใดก็ตาม ดังนั้นบุคคลากรไม่ว่าจะเป็น Dev และคนทำ Content จึงมีบทบาทสำคัญมากกับความสำเร็จในการผลักดันนวัตกรรมออกมา
  • ทีมงานคือสิ่งสำคัญที่สุดในการผลักดันผลงานออกมา ในโลก Tech Startup ตอนนี้เป็นโรค Steve Jobs syndrome กันมาก เป็น cult of CEO ที่มองว่าผลสำเร็จของบริษัทมาจาก CEO ในความเป็นจริงแล้วทีมงานสำคัญยิ่งยวดเพราะไม่มีทางที่คนๆเดียวจะทำให้ผลงานเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีทีมงานที่ทำงานร่วมกันอย่างเยี่ยมยอด
  • CEO ที่เก่งต้องเป็นนักจิตวิทยาด้วย เพราะการ run ธุรกิจประเภทนี้เป็นเรื่องของคนล้วนๆ CEO คือผู้นำสูงสุดขององค์กรจะต้องเข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่น สามารถ manage ตัวเองและทีมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องมีความสามารถในการเข้าใจจิตวิทยาในระดับสูง หน้าที่สำคัญมากของ CEO คือการดึงดูดคนเก่งให้เข้ามาร่วมงานและทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เขาทำงานได้อย่าง productive และถูกทิศทาง

7. ข้อคิดสำหรับ Enterprise เกี่ยวกับโลกดิจิตอล

ในฐานะของคนที่เคยทำงานในองค์กรขนาดใหญ่หรือ Enterprise มาก่อนต้องยอมรับว่าผมมีความเป็นห่วง Enterprise ไทยที่ผมมองว่าเป็นความหวังในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปอีกระดับ พ้นจาก Middle-Income Trap ด้วยความที่ Enterprise มีทรัพยากรเพียบพร้อมทั้งเงินและคนมากกว่าองค์กรขนาดเล็ก

ในความเป็นจริง Tech Startup ก็มีโอกาสเติบโตขึ้นเป็น Enterprise ในระดับอย่าง Google, Apple และ Facebook ได้ ซึ่งถ้าเป็นได้อย่างนั้นก็เยี่ยมที่สุด เพราะถ้ามีองค์กรอย่างนั้นอยู่ในเมืองไทยนั่นแปลว่าประเทศเรากระโดดไปอีกขั้นเรียบร้อยแล้ว แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าด้วยความยากลำบากในการปั้น Tech Startup ขึ้นมานั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็หวังที่จะ Exit เร็วๆได้ Return ให้คุ้มค่าเหนื่อยกันทั้งนั้น เป็นไปได้สูงว่า Tech Startup ที่ประสบความสำเร็จท้ายสุดก็จะตกเป็นของต่างชาติที่อยากจะเข้ามา disrupt อุตสาหกรรมในบ้านเรา

จริงๆการที่ต่างชาติเข้ามา disrupt อุตสาหกรรมบ้านเราถ้าทำให้ผู้บริโภคได้ทางเลือกมากขึ้นบริการที่ดีขึ้นก็เป็นสิ่งดีและควรยอมรับ Google, Facebook และ Line เข้ามาแย่งส่วนแบ่งรายได้ค่าโฆษณา รายได้ค่า SMS (หายไปเยอะมากๆ) และรายได้อื่นๆจากอุตสาหกรรมไทยกี่อุตสาหกรรมไปเท่าไรผมไม่ทราบ แต่เมื่อเทียบกับบริการที่ได้รับผมเชื่อว่าทุกคนต้องมองว่าคุ้ม แต่ถ้าบริษัทไทยด้วยกันเอง ตั้งอยู่ที่เมืองไทย สร้างงานให้กับคนไทย เป็นผู้ที่เข้ามาเป็นผู้นำเสนอบริการต่างๆเหล่านี้ก็ย่อมดีกว่าแน่นอน

การเปลี่ยนแปลงที่มาจากโลกดิจิตอลเป็นทั้ง Opportunities และ Threats สำหรับ Enterprise แต่ผมมองว่าสิ่งที่ผู้บริหาร Enterprise ควรทำคือการ Partner กับ Tech Startup หรือบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีซึ่งมีความคล่องตัวและมี skill เฉพาะทางบางอย่างมากกว่าคนในองค์กร เพื่อเก็บเกี่ยว Opportunities ให้มากที่สุดแทนที่จะตั้งรับและปล่อยให้กลายเป็น Threat แค่อย่างเดียว อย่ารอจนถูก disrupt แล้วค่อยมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรดี

และการ treat partner ไม่ว่าจะเป็น Tech Startup หรือบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีรูปแบบใดก็แล้วแต่ 1. ถึง partner จะเป็นบริษัทเล็กหรือถึงขั้นจิ๋วก็ ควร sincere ในการแบ่ง upside gain 2. ควรยอมรับว่าต้องมี mistake เกิดขึ้นซึ่งเป็นธรรมชาติของนวัตกรรมทุกประเภทและ 3. ควร assign supervisor ที่มีทัศนคติและความสามารถที่เหมาะสมในการประสานงานกับ partner จึงจะทำให้เพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จจาก partnership

——————-

ในตอนท้ายผมเล่าเกี่ยวกับ Role Model ของผมในเรื่องนวัตกรรมซึ่งไม่ใช่คนในยุคดิจิตอล แต่เป็นพระพุทธเจ้า ท่านที่สนใจว่าทำไมท่านถึงเป็น Role Model ผมในเรื่องนวัตกรรม หรือสนใจเรื่องที่เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาตอบโจทย์กลยุทธ์ธุรกิจ สามารถติดตามผมได้ทาง Facebook แล้วผมจะเขียนมาให้อ่านกันนะครับ

ทฤษฏีวิวัฒนาการ Tech Ecosystem

ความคิดนี้ได้มาจากการไปออกงาน Start It Up, Power It Up วันนี้ผมเลยเก็บมาขีดๆเขียนไว้เผื่อจะเป็นประโยชน์กับผู้สนใจเรื่อง Tech Startup

หลายคนเปรียบเทียบบ้านเรากับประเทศอื่นที่เจริญด้าน Tech Industry โดยเฉพาะอย่างเช่นสหรัฐอเมริกาแล้วเกิดคำถามว่าทำอย่างไรจะเป็นอย่างเขาได้บ้าง

ผมขอเสนอทฤษฏีหนึ่งซึ่งอธิบายการพัฒนาการของ Tech Ecosystem ซึ่งก็อาจจะมองได้เหมือนระบบนิเวศน์ทางธรรมชาติจริงๆเช่นหนองน้ำ ป่า ซึ่งจะต้องมีความสมดุลย์กันของ species ต่างๆมีทั้งนักล่าอย่างเสือสิงห์โต สัตว์กินพืช จุลินทรีย์ต่างๆ

 

สำหรับ Tech Ecosystem ที่สมดุลย์ผมมองว่าประกอบด้วย 3 species ที่สำคัญคือ Technologist ซึ่งก็คือคนสาย technology เป็นผู้สร้างระบบสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆ Tech Entrepreneur ผู้ที่นำระบบและผลิตภัณฑ์ต่างๆไปสร้างเป็นบริษัทที่ทำกำไรได้ และ Tech Investor คือนักลงทุนไม่ว่าจะเป็น Angel, VC, Private Equity, ฯลฯ

เท่าที่ดูจากสหรัฐฯ species ต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการกลายพันธุ์จาก species หนึ่งไปยังอีก species หนึ่ง จาก Technologist มาเป็น Tech Entrepreneur (Bill Gates, Steve Jobs, Larry Page, Sergey Brin) จาก Tech Entrepreneur มาเป็น Tech Investor (Mike Markkula, Guy Kawasaki)

ผมอยากจะขยายความว่าการกลายพันธุ์ที่ว่านี้หมายความว่าไม่ได้มี species ไหนที่ถือว่าเจริญก้าวหน้ากว่าอีก species หนึ่งนะครับ แต่ทั้ง 3 species นั้นเสริมซึ่งกันและกัน และก็ไม่สามารถทำหน้าที่แทนกันได้ เพราะฉะนั้น Tech Entrepreneur ไม่ได้เหนือกว่า Technologist และ Tech Investor ก็ไม่ได้เหนือกว่า Technologist และ Tech Entrepreneur แต่อย่างไดทั้งสามต่างก็ต้องการกันและกัน

การกลายพันธุ์ที่ว่านั้นมีความสำคัญมาก เนื่องจากความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในการเป็น species เก่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สามารถแสดงบทบาทใน species ใหม่ได้อย่างถูกต้อง การจะเป็น  Tech Entrepreneur นั้นถ้าไม่มีความเข้าใจในการเป็น Technologist จะทำให้การตัดสินใจในเรื่องต่างๆไม่สามารถทำได้อย่างถูกต้อง เช่นเดียวกัน การจะเป็น Tech Investor ได้ต้องมีความเข้าใจในการเป็น Tech Entrepreneur อย่างลึกซึ้งมิฉะนั้นก็ไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเช่นเดียวกัน

ผมคิดว่าจุดกำเนิดของ Tech Ecosystem คือการวิวัฒนาการและการกลายพันธุ์มาเป็น 3 species ที่ว่านี้ อย่างไรก็ดีเมื่อมีครบ 3 species แล้วการเพิ่มจำนวนของ species แต่ละอย่างก็อาจะทำได้ในทางลัดมากขึ้นไม่จำเป็นต้องพึ่งการกลายพันธุ์

หมายความว่าเมื่อ Tech Ecosystem ใดมีครบ 3 species แล้วก็อาจจะแพร่พันธุ์เพิ่มขึ้นได้ในกลุ่มเอง Tech Entrepreneur สามารถ train คนที่ไม่ใช่ Technologist ให้กลายเป็น Tech Entrepreneur ได้โดยตรง โดยคนนั้นไม่จำเป็นต้องเป็น Technologist ก่อน Tech Investor ก็สามารถ train คนที่ไม่ได้เริ่มมาจากการเป็น Tech Entrepreneur ให้เป็น Tech Investor ได้ อย่างที่เราเห็นกันใน Silicon Valley ก็มี Tech Entrepreneur และ Venture capitalist ที่มาสายตรงโดยไ่ม่ได้ใช้วิธีกลายพันธุ์อย่างที่อธิบายข้างต้น

สำหรับเมืองไทย ผมมองว่าเรามี species แรกอยู่คือ Technologist ที่เก่งๆระดับโลก

ส่วน Tech Entrepreneur เรายังขาดแคลนซึ่งมีหลายสาเหตุ

1. วัฒนธรรม คนเก่งบ้านเราส่วนใหญ่มุ่งไปทำอาชีพอื่นๆที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหรือได้รับการยกย่องจากสังคมมากกว่าเช่น ข้าราชการ, นักบริหารในองค์กรใหญ่, อาจารย์, Investment Banker, Management consultant มีคนเก่งที่มาสนใจการเป็น Tech Entrepreneur ยังน้อย

2. ตลาด ตลาดบ้านเราในแง่ขนาดยังเล็ก บางตลาดมีเรื่องใต้โต๊ะ การละเมิดลิขสิทธิ์ยังแพร่หลาย และที่สำคัญที่สุดคือคนไทยไม่นิยมใช้ของไทยด้วยกันเอง นิยมของนอกมากกว่า

3. skill การเป็น Tech entrepreneur ต้องมี skill หลายๆด้านเช่น การบริหารจัดการ technology การตลาด การขาย การเงิน ซึ่ง skill พวกนี้เป็น skill ที่เรียนในสถาบันได้แต่ทฤษฏีเท่านั้น ส่วนทางปฎิบัตินั้นหาเรียนได้ยาก Tech Entrepreneur ต้องขวนขวายเอง ต่างจากใน Tech Ecosystem ที่มี species ครบก็จะเป็นการถ่ายทอดโดยตรงจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง เมืองไทยเรายังไม่มี Tech Entrepreneur มากพอที่จะเกิดการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง

เนื่องจาก Tech Entrepreneur ยังขาดแคลนอยู่เช่นนี้ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมปรับกลยุทธ์ The VC Group จากเดิมที่เป็น Tech Investor กลับมาเป็น Tech Entrepreneur เสียเอง เราพยายามสร้าง 3 species นี้ให้เกิดขึ้นภายในองค์กรแล้วก็หวังว่าจะ spin off ออกไปเป็นบริษัทและสร้าง Tech Ecosystem ให้ครบวงจรได้ในอนาคต

เราทำการ partner กับองค์กรระดับโลกอย่าง Foxconn เพื่อดึงเอา Technologist ที่เก่งที่สุดที่จะหาได้ให้มาอยู่รวมกัน รวมตัวกันให้ได้ก่อน ในขั้นต่อไปเราจะพยายามกระตุ้นให้เกิดการกลายพันธุ์จากกลุ่ม Technologist ให้มาเป็น Tech Entrepreneur ให้ได้

จากประสบการณ์ที่ผมเคยรับบทบาทเป็น Tech Investor ผมพบว่าเงินลงทุนไม่ใช่เรื่องหายาก สิ่งที่ขาดแคลนคือบริษัทที่น่าเข้าไปลงทุน ดังนั้นถ้าเราสามารถกระตุ้นให้เกิด Tech Entrepreneur ขึ้นได้มากๆ เก่งๆ ขั้นตอนต่อไปเป็นขั้นที่จะเกิดขึ้นอัตโนมัติิคืิอการสร้าง Tech Investor นั้นแทบจะไม่ต้องทำอะไรมากเพราะมีเงินจ่อรออยู่แล้ว

ขอให้กำลังใจ Tech Entrepreneur และ Tech Entrepreneur-to-be ทุกท่านๆ ขอให้เราร่วมแรงร่วมใจสร้าง Tech Ecosystem ให้เกิดขึ้นในเมืองไทยด้วยกันด้วยครับ

Hi-tech startup เมืองไทย ความฝัน หรือสิ่งที่เป็นไปได้? (ตอนที่ 2)

กลับมาอีกครั้งสำหรับบทความชุดนี้ที่เขียนตอน 1 เมื่อปีครึ่งที่แล้ว (10 ตุลาคม 2553) ต้องขอโทษครับที่หายไปเสียนาน

ช่วงนี้มีการริเริ่มในด้าน hi-tech startup จากคนไทยหลายๆท่าน ไม่ว่าจะเป็น คุณหนุ่ย กับ UniTV คุณภาวุธ กับ ZocialRank คุณกระทิงกับ Disruptive University

ส่วนบริษัทผมเอง Venture Catalyst ได้มีการร่วมมือในระดับ Joint Venture กับบริษัทชั้นนำหลายบริษัทตัวอย่างเช่น Foxconn ผู้ผลิต OEM iPhone, iPad ให้กับ Apple จนปัจจุบันเปลี่ยนมาเรียกกลุ่มบริษัทที่ถือหุ้นโดย Venture Catalyst รวมกันในชื่อของ The VC Group เพื่อให้เป็นเอกภาพในด้านภาพลักษณ์ขององค์กร (และประหยัดค่าพิมพ์นามบัตร!)

ทำให้คันไม้คันมืออยากเขียนบทความภาคต่อของบทความแรกมาแชร์ให้ผู้ที่สนใจเรื่อง hi-tech startups ได้อ่านกัน

ความเดิม

ขอท้าวความบทความที่หนึ่งผมเล่าเรื่องข้อจำกัดของการสร้าง hi-tech startup ในเมืองไทย ประเด็นหลักเป็นเรื่องของตลาดซึ่งมีขนาดเล็กหรือมีข้อจำกัดอื่นๆ (เช่นการละเมิดลิขสิทธิ์, ระบบใต้โต๊ะ) ไม่ว่าจะเป็นตลาด consumer hardware, consumer software, ตลาด SME, ตลาดหน่วยงานรัฐ

ไปๆมาตลาดในเมืองไทยที่ผมมองว่าน่าพอจะเป็นฐานในการสร้าง hi-tech startup เมืองไทยได้สำหรับผมมีแค่ตลาดธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทุนหนาพอและมีความมั่นคงด้านการเงินพอที่จะทดลองนวัตรกรรมใหม่ๆได้โดยไม่ทำให้บริษัทต้องเชือด resource มาจากงานหลักที่ทำรายได้และกำไรอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นในกรณีบริษัทที่มีขนาดเล็ก พูดง่ายๆคือองค์กรใหญ่น่าจะมีทุนทรัพย์พอที่จะเป็นฐานลูกค้าให้กับบริษัท hi-tech startups ได้มากกว่าตลาดกลุ่มอื่นๆในมุมมองของผม

หลายท่านคงสงสัยว่าบ้านอื่นเมืองอื่นโดยเฉพาะ Silicon Valley สหรัฐอเมริกา บริษัท startups ที่เห็นโด่งดังไม่เห็นจะขายให้องค์กรใหญ่ ส่วนใหญ่กลับเป็นบริษัทที่ขายของให้ consumer เสียด้วยซ้ำ เช่น facebook.com, google.com, Apple ทำไมเมืองไทยถึงต่างไป ?

จริงๆต้องตอบว่าสิ่งแวดล้อมสำหรับ hi-tech startups เมืองไทยเรามีสิ่งที่แตกต่างจากสหรัฐฯ อยู่มากทำให้กลยุทธ์ที่น่าจะได้ผลในการสร้าง hi-tech startups ในเมืองไทยอาจจะแตกต่างเป็นอย่างมากกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะเรื่องขนาดตลาดซึ่งของเรามีขนาดเล็กและมีปัญหาด้านอื่นๆอีกมาก ด้วยเหตุผลด้านขนาดตลาดทำให้ผมมองว่าตลาดองค์กรใหญ่เป็นตลาดที่เหมาะสมสำหรับhi-tech startups ที่มุ่งทำตลาดในประเทศเป็นหลัก (ซึ่งน่าจะเป็นส่วนใหญ่ของ hi-tech startups ไทย)

ในบทความนี้จะขยายความไปถึงกรณี hi-tech startups ไทยที่ยินดีไปบุกตลาดต่างประเทศซึ่งจะเปิดประตูไปสู่อีกโลกหนึ่งในแง่ธุรกิจ hi-tech startups ที่โกอินเตอร์ในลักษณะดังกล่าวอาจจะเหมาะกับกลุ่มตลาดอื่นๆนอกเหนือจากองค์กรใหญ่ได้ด้วย อย่างไรก็ดีมีข้อคิดเกี่ยวกับประเด็นอื่นๆนอกเหนือไปจากเรื่องกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วย (กรุณาอ่านต่อครับ)

สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้าง hi-tech startups ในสหรัฐฯ

1) ตลาดขนาดใหญ่

สหรัฐฯมีประชากรมากกว่า 300 ล้านคน มีระดับรายได้ที่สูง มีกำลังซื้อสินค้าบริการใหม่ๆได้อย่างมากมาย ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ออกมาสามารถขายได้อย่างสะดวกในทุกรัฐเนื่องจากอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจเดียวกันไม่มีภาษีนำเข้าส่งออกระหว่างรัฐ คนในประเทศพูดภาษาเดียวกันการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทำได้อย่างสะดวกในทุกช่องทางการสื่อสาร

2) สถาบันการเงิน (รวมถึง Venture Capital) ที่ให้โอกาส hi-tech startups

สถาบันการเงินตื่นตัวในการลงทุนในบริษัท hi-tech startups เนื่องจากมีโอกาสสูงในการทำกำไรจากการขายหุ้นเมื่อเข้าตลาด (IPO) แม้กระทั่งจะขายในลักษณะ Acquisition ก็มีโอกาสทำกำไรได้สูงเช่นเดียวกัน (instagram) Venture Capital, Angel investors, Private Equity ต่างกระตือรือร้นหาดาวดวงใหม่ (บริษัท hi-tech startups) และแย่งกันลงทุนในบริษัทดังกล่าวอย่างล้นหลาม

3) สถาบันการศึกษาที่แข่งแกร่งด้าน technology

Stanford, Berkeley, MIT, CMU, etc. สถาบันดังกล่าวเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ดึงดูดมันสมองชั้นยอดของโลกมารวมอยู่ด้วยกัน เป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญสำหรับการตั้งบริษัท hi-tech startups

4) ระบบกฎหมายที่เข้มแข็งในการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาเข่นลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์

ลองคิดดูว่าถ้าสหรัฐฯคนไปซื้อซอฟท์แวร์เถื่อนกันเหมือนในบ้านเราตอนนี้ไมโครซอฟท์คงไม่ได้มาถึงทุกวันนี้

5) เครือข่ายการสื่อสาร (เช่น broadband, 3G-4G, fiber to home ฯลฯ) ที่ครอบคลุมและรวดเร็ว

บริการออนไลน์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น e-commerce, social network ต่างก็พึ่งพาเครือข่ายการสื่อสารที่ดีพร้อม การที่สหรัฐฯมีเครือข่ายที่พร้อมก็สามารถทำให้ hi-tech startups สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขวาง สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ รายได้ค่าโฆษณาซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่ใช้บริการก็ได้รับผลดีไปด้วยเช่นเดียวกัน

หันมามองบ้านเรา

เป็นข่าวร้ายที่ทั้ง 5 อย่างนั้นส่วนใหญ่บ้านเราแทบจะไม่มีดีเลยสักอย่างเดียว ถ้าจะมีที่พอจะมีดีอยู่บ้างคือสถาบันการศึกษา ถึงจะไม่ world class ระดับ Stanford แต่เราก็ผลิตวิศวกรมีฝีมือดีออกมาบ้างแม้ปริมาณจะไม่มาก (ที่พูดได้เต็มปากเพราะสัมผัสวิศวกรไทยเก่งๆมาด้วยตัวเองแล้วมากมาย)

ส่วนเรื่องอื่นๆอีกสี่เรื่องถือว่าด้อยกว่าสหรัฐฯมาก ตลาดมีขนาดเล็กอย่างที่วิเคราะห์ไปในตอนที่ 1 นักลงทุนให้ความสนใจ hi-tech sector ค่อนข้างน้อย ไปเน้นหุ้น blue chip ลงทุนแนว value investment มากกว่า (ซึ่งก็ถือว่าเป็นวิธีลงทุนที่ดี Warren Buffet ก็ใช้วิธีนี้ แต่วิธีนี้ไม่ได้สนับสนุน hi-tech sector นัก) ระบบกฏหมายเรื่องทรัพย์สินทางปัญญายังไม่เข้มแข็งนัก และเครือข่ายการสื่อสารยังถกเถียงกันเรื่อง 3G (แบบที่ควรจะเป็นคือ 2.1 GHz) อยู่ในขณะที่คนอื่นเขาไป 4G กันหมดแล้ว

ถึงแม้จะด้อยกว่าเขาในทุกด้านแต่ก็ไม่ใช้ว่าสิ้นหวัง หลายประเทศที่พื้นดินไม่สมบูรณ์ (อิสราเอลเป็นต้น) ยังหาเทคนิควิธีต่างๆปลูกพืชจนได้ ประเทศเราไม่มีปัจจัยสนับสนุน hi-tech แต่ก็น่าจะมีวิธีในการสนับสนุนให้เกิดขึ้นมากันจนได้ อย่างไรก็ดีผมคิดว่าวิธีทำให้ hi-tech startups เกิดในบ้านเรานั้นจะไปลอกเอากลยุทธ์ของ hi-tech startups ในสหรัฐฯมาทั้งดุ้นเลยนั้นคงจะยากอยู่ อย่างที่เห็นว่าสภาพแวดล้อมนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง (Disruptive University โดยคุณกระทิงน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการผสมผสานวิธีที่เหมาะให้เข้ากับบ้านเรา เนื่องจากเจ้าตัวมีประสบการณ์ทั้งที่บ้านเราและที่ Silicon Valley เจ้าตำหรับ)

มาเข้าประเด็นกันเลย ผมคิดว่ากลยุทธ์ที่เราน่าจะใช้น่าจะมีหัวข้อใหญ่ 5 ข้อดังต่อไปนี้นะครับ

1. เลือก Product Market ที่ยังใหม่ ยังไม่ถูก dominate โดย big player

ตัวอย่าง UniTV ถือว่า target ตลาด Smart TV box ที่ยังค่อนข้างเริ่มต้น ยังไม่เป็น red ocean เหมือน tablet และ smart phone ส่วน ZocialRank เป็น analytics ที่น่าจะมีประโยชน์กับธุรกิจก็เป็นตลาดที่กำลังจะเริ่ม take off  อย่างไรก็ดีทั้งสองเจ้าก็ต้องระวัง big brother จะเข้ามาทุบตลาดในอนาคต ต้องหาจุดขายให้ชัดเจนแล้วเร่งมือสร้างความแข็งแกร่งนำหน้าไปอย่างรวดเร็ว

2. ใช้ตลาดไทยเป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น ต้องวางแผน regional market อย่างจริงจังตั้งแต่วันแรก

ถ้าไม่วางแผนไว้แต่แรกโอกาสที่ product จะกลายเป็น local แทนที่จะเป็น regional มีสูงมาก และอย่างที่ผมวิเคราะห์เอาไว้นะครับว่าตลาด local คือตลาดในประเทศนั้นเล็กเกินไป ถ้าจะหวังแค่นี้โอกาสไปต่อจะยากโขอยู่ เพราะฉะนั้นอย่างน้อยควรจะมี regional ambition หรือถ้าให้ดีควรจะเป็น global ambition ไปเลยถ้ามีแรงพอ ZocialRank คุณภาวุธประกาศชัดว่ามี regional ambition อย่างนี้ถือว่าดีครับ

ในแง่ของการออกตลาดต่างประเทศ ผมแนะนำให้ leverage พันธมิตรต่างชาติให้ได้มากที่สุดในการขยายตลาดออกนอกประเทศ จริงอยู่ถ้ามีทุนหนาจะไปตั้ง office ต่างประเทศเลยก็ทำได้ แต่ผมเชื่อในเรื่องของพันธมิตรว่าเป็นวิธีขยายตลาดที่เร็ว ประหยัดต้นทุน และลดความเสี่ยง สิ่งสำคัญคือเลือกพันธมิตรให้เป็น ซึ่งก็เลือกยากพอๆกับเลือกคู่ครองนั้นแหละครับ มีดวงประกอบด้วย ไม่ใช่ฝีมือแค่อย่างเดียว

3. พยายามทำธุรกิจที่ไม่ต้องพึ่งพาการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญามากนัก

ผมเชื่อว่าประเทศส่วนใหญ่ใน region นี้ก็มีปัญหาคล้ายบ้านเราคือเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ถ้าจะรอให้ระบบกฏหมายทุกประเทศที่เราจะเข้าไปสมบูรณ์ก่อนคงต้องรอไปอีกนานครับ ควรออกแบบ business model ให้ไม่ต้องพึ่งพาทรัพย์สินทางปัญญาให้มากจนเกินไป ลักษณะแบบ shrink-wrapped software เสี่ยงมากครับก้อปกันได้ง่ายๆ smartphone app ถ้าจะทำควรจะมี secret sauce อยุ่ใน back-end ให้มาก เพราะตัว app ถึงจะมี app store แต่ก็ก้อปกันได้เช่นกัน (ไม่เชื่อไปเดินแถว fortune ดู) อุปกรณ์แบบ appliance ก้อปได้ไม่ง่ายนักในแง่นี้้ก็ถือว่าผ่าน

4. ทำธุรกิจที่เริ่มจาก scale ไม่ต้องใหญ่มากได้

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วจะดีมากถ้า business model สามารถเริ่มจาก scale ที่ขนาดไม่ใหญ่มากได้เนื่องจากสามารถทำตลาดภายในประเทศได้ก่อนแล้วขยายออกต่างประเทศในภายหลัง ธุรกิจประเภทที่ต้องคาดหวังลูกค้าจำนวนมหาศาลเพียงเพื่อ breakeven ดูแล้วอาจจะลำบากสักหน่อยสำหรับสภาพแวดล้อมบ้านเรา มีข้อกเว้นถ้ามีพันธมิตรแกร่งที่สามารถเข้าตลาดขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็วก็อาจะสามารถทำได้

5. ทำธุรกิจที่มี recurring revenue และ profit ระหว่างดำเนินการไปด้วย

ในข้อนี้หมายถึงว่าแทนที่จะทำธุรกิจที่ไม่มีเงินเข้ามาเลยโดยรอคนมาซื้อบริษัทอย่างเดียวเหมือนในสหรัฐฯ อาจจะเป็นวิธีที่เสี่ยงมากเกินไปสำหรับสภาพแวดล้อมบ้านเรา น่าจะพยายามทำธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ระหว่างทางได้ด้วย เรียกได้ว่าไม่ต้องพึ่งคนมาซื้อบริษัทแค่อย่างเดียว ถึงจะไม่มีคนมาซื้อก็สามารถสร้าง cashflow มาหล่อเลี้ยงบริษัทได้ด้วย มีข้อยกเว้นในกรณีมีทุนหนาสามารถรอได้เป็นหลายๆปีก็อาจจะไม่สนใจ profit ในระยะสั้นได้ อย่างไรก็ดีความเห็นผมคือถ้าสามารถสร้างรายได้ได้ในระหว่างดำเนินการก็เป็นสิ่งที่น่าจะทำ

ธุรกิจบางประเภทเช่น e-commerce และ web portal มี exit strategy หลักคือการถูก acquire โดยผู้เล่นรายใหญ่จากต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น sanook.com (ซื้อไปโดย MIH) tarad.com (Rakuten) สองเจ้านี้และแทบจะทุกรายที่ประสบความสำเร็จในการถูก acquire ล้วนแล้วแต่มีรายได้และกำไรในการดำเนินการก่อนถูกซื้อไป สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองด้วย ถ้ามีแต่ขาดทุนตลอดหวังแต่ว่าจะมีคนมาซื้อไป สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ acquirer ก็จะมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าในการต่อรองราคาซื้อ ดังนั้นข้อคิดสำหรับคนที่กำลังคิดจะปั้น hi-tech startups ถึงจะวางแผนว่าจะขายบริษัทในท้ายที่สุดก็ตามควรจะพยายามอยู่ให้ได้ด้วยลำแข้งตัวเอง (ในแง่การเงิน) มิฉะนั้นจะไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลยกับคนที่เข้ามาซื้อ (คือไม่ขายก็อยู่ต่อไม่ได้นั่นเอง)

Skype กับโลก VoIP

(บทความนี้ได้มีการตีพิมพ์ใน Telecom Journal ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2554)

ข่าวระดับโลกในวงการเทคโนโลยีเดือนนี้ที่น้อยคนจะพลาดคือข่าวการซื้อบริษัทสไกป์ (Skype) ผู้บุกเบิกและยักษ์ใหญ่ในบริการโทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP) ของไมโครซอฟท์ ด้วยมูลค่าถึง 8.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ สิ่งที่ทุกคนตั้งคำถามคือการซื้อครั้งนี้จะมีผลอย่างไรต่อทั้งสองบริษัท โดยเฉพาะถ้ามองย้อนอดีตการที่ สไกป์ถูกซื้อโดยอีเบย์ (eBay) ไปในราคาร่วม 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อ 6 ปีที่แล้ว ก่อนที่จะขายทิ้งไปสองปีที่แล้ว เพราะซื้อไปแล้วก็หาทางนำไปเสริมธุรกิจหลักคือ online auction ไม่ได้ ไมโครซอฟท์จะเจอประวัติซ้ำรอยหรือไม่ วันนี้ผมจะใช้โอกาสข่าวร้อนๆนี้มาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังเรื่องโลก VoIP กันก่อน และหลังจากนั้นจะได้วิเคราะห์ดีลสไกป์/ไมโครซอฟท์ให้ท่านได้ฟังกัน

VoIP (Voice over Internet Protocol) คือเทคโนโยลีที่ทำให้สามารถส่งเสียงโทรศัพท์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ เทคโนโลยีนี้มีมานานเป็นสิบยี่สิบปีแล้ว ปัจจุบันมีการพัฒนาจนคุณภาพและราคาดีพอที่จะนำมาใช้แทนเครือข่ายโทรศัพท์ได้ ประเด็นสำคัญที่ทำให้ VoIP มีความสำคัญคือการที่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นมีราคาถูกกว่าเครือข่ายโทรศัพท์มากหลายเท่า ทำให้ต้นทุนในการให้บริการโทรศัพท์ที่ใช้เทคโนโลยี VoIP นั้นต่ำลงกว่าการให้บริการแบบเดิมอย่างมาก นอกจากนี้การนำ VoIP มาใช้ในการให้บริการนั้นผู้ให้บริการไม่ต้องยกเครื่องเครือข่ายเดิมทั้งหมด แต่สามารถนำมาแทนที่เครือข่ายเดิมในส่วนใดก็ได้ตามที่สะดวก นั่นยิ่งทำให้การนำ VoIP มาใช้นั้นยิ่งน่าสนใจมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์ บริการโทรศัพท์ที่นำเทคโนโลยี VoIP มาใช้มีหลายรูปแบบดังต่อไปนี้

แบบแรกและเป็นแบบที่คนนึกถึงก่อนอื่นเวลาพูดถึง VoIP คือบริการในรูปแบบเหมือนสไกป์ ในลักษณะนี้ผู้ใช้นำคอมพิวเตอร์มาลงโปรแกรมที่เรียกว่า Softphone ซึ่งก็คือซอฟท์แวร์ที่ทำหน้าที่เหมือนโทรศัพท์นั้นเอง หลังจากลงโปรแกรมก็ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์เพื่อนำรหัส (หรือ username) มาใส่ในโปรแกรมเพื่อใช้โทร ในลักษณะนี้ถ้าโทรระหว่างคอมพิวเตอร์ด้วยกันเองก็ฟรีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ถ้าต้องการโทรออกไปยังโทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์บ้านก็เติมเงินเข้าไปในบัญชีผู้ใช้ เมื่อใช้งานโทรออกเงินที่เติมไว้ก็จะถูกตัดไปตามปริมาณการใช้งาน ในลักษณะนี้โทรได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ นอกจากสไกป์แล้วผู้ให้บริการในไทยมีให้บริการในลักษณะนี้อยู่หลายรายเช่น truenettalk.com, cat2call.com, totnetcall.com, mouthmun.com เป็นต้น ส่วนใหญ่ผู้ใช้งานในลักษณะนี้คือคนไทยที่อยู่ต่างประเทศอยากโทรกลับบ้าน การเติมเงินก็ให้คนที่อยู่เมืองไทยเติมเงินให้ บริการพวกนี้ราคาถูกมากจนน่ากลัว (น่ากลัวแทนผู้ให้บริการโทรศัพท์แบบเดิม) และในปัจจุบันสามารถใช้ Smartphone อย่าง iPhone, Android ในการใช้บริการได้ด้วยทำให้การใช้งานสะดวกคล่องตัวมากขึ้นทั้ง Skype และคู่แข่งหน้าใหม่ๆในโลก Smartphone อย่าง Viber

ประเภทที่สองคือการให้บริการในลักษณะของบัตรโทรศัพท์ต่างประเทศ หรือ International calling card การใช้บริการผู้ใช้ซื้อบัตรโทรศัพท์ตามช่องทางการจัดจำหน่ายต่างๆเช่น 7-11, ร้านหนังสือ, ฯลฯ เมื่อได้บัตรมาในบัตรจะระบุเบอร์ access number คือเบอร์กลางที่ใช้โทรเข้าไปเพื่อเข้าใช้ เมื่อผู้ใช้โทรเข้าไปใช้ก็จะมีระบบตอบรับบอกให้กรอกรหัสที่อยู่บนบัตรเพื่อยืนยันว่าซื้อมาแล้วจริง หลังจากยืนยันแล้วก็กดเบอร์ที่ต้องการโทรออก ส่วนใหญ่บริการลักษณะนี้โทรจากเมืองไทยออกไปต่างประเทศ ข้อดีคือราคาถูกกว่าการโทรต่างประเทศทั่วไป ข้อเสียคือการใช้งานมีหลายขั้นตอนยุ่งยาก ผู้ให้บริการหลายรายทำให้การใช้งานง่ายขึ้นเช่นการให้ระบบจำเบอร์ที่ผู้ใช้ใช้ในการโทรเข้ามา ทำให้การโทรหลังจากครั้งแรกไม่ต้องกรอกรหัส แค่กดเบอร์ที่ต้องการโทรออกเท่านั้น ตัวอย่างของบริการประเภทนี้เช่น thookdee.com, zayhi.com, CAT phonenet เป็นต้น

ประเภทที่สามคือการให้บริการโดยใช้อุปกรณ์เสริมแทนคอมพิวเตอร์ในประเภทแรก อุปกรณ์ดังกล่าวเรียกชื่อต่างๆกันไปเช่น ATA (Analog Telephone Adapter), IP Phone, IAD (Integrated Access Device) ในลักษณะนี้ใช้กันมากในกลุ่ม SME การใช้งานมีสองแบบ แบบแรกคือนำอุปกรณ์ที่มีรูปร่างลักษณะเหมือนโทรศัพท์ IP Phone มาแทนที่โทรศัพท์แบบเดิม แล้วยกหูโทรออกเลย  อีกลักษณะคือเอาอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นอแดปเตอร์ (ATA, IAD) มาเชื่อมตู้สาขา (PBX) เพื่อโทรผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้ใช้งาน (พนักงานในบริษัท) บางครั้งไม่รู้ตัวว่าตัวเองใช้ VoIP อยู่เพราะเป็นการใช้งานผ่านเครื่องโทรศัพท์เหมือนปกติ แต่ไปตัดเข้า VoIP ที่ตู้สาขา ในต่างประเทศผู้ให้บริการต้นตำหรับคือ Vonage.com ซึ่งเน้นการประหยัดค่าโทรในประเทศ ( กรณีนี้คือสหรัฐฯ )  ผู้ให้บริการในบ้านเราที่ให้บริการในลักษณะนี้ส่วนใหญ่ก็คือผู้ให้บริการในประเภทแรก (แบบที่ใช้ Softphone ) นั่นเองและมีทั้งเน้นการโทรไปต่างประเทศและโทรภายในประเทศ

ประเภทที่สี่ที่จะกล่าวถึงคือการให้บริการโทรออกต่างประเทศผ่านรหัส 00x ตัวอย่างผู้ให้บริการในลักษณะนี้ไล่กันไปทีละตัวเลขได้เลยนะครับตั้งแต่ 001 ไปจนถึง 009 ซึ่งก็คือผู้ให้บริการโทรศัพท์พื้นฐานและผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ที่เราคุ้นชื่อกันอยู่นั่นเอง โดยส่วนใหญ่ผู้ให้บริการเหล่านี้จะมีบริการอยู่สองตัว ตัวคุณภาพดีราคาแพง กับตัวคุณภาพย่อมราคาถูก บางรายมีสองรหัสให้ใช้ (001/009 ของ CAT) หลายรายใช้วิธีเติม 00 ต่อท้ายรหัสหลัก (เช่น 006/00600 ของทรู  005/00500 ของ AIS) เนื่องจากได้รหัสมาแค่อันเดียว โดยส่วนใหญ่บริการคุณภาพย่อมราคาถูกจะใช้เทคโนโลยี VoIP ในเครือข่ายส่วนที่เชื่อมต่อไปยังต่างประเทศ ผู้ใช้โดยมากไม่ทราบว่าบริการที่ใช้จริงๆแล้วก็คือบริการ VoIP รูปแบบหนึ่งนั่งเอง

กลับมาถึงเรื่องดีลของไมโครซอฟท์กับ Skype นะครับ ก่อนอื่นจะขอเล่าก่อนว่า Skype นั้นถือได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกวงการ VoIP และทำให้เทคโนโลยีนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เป็นแรงกระตุ้นให้ยักษ์ใหญ่อย่าง ไมโครซอฟท์, กูเกิ้ล, และยาฮู ออกมาให้บริการในลักษณะเดียวกัน (ก่อนที่ไมโครซอฟท์จะกัดฟันซื้อสไกป์ไปด้วยราคาแพงโขอยู่) ผมเชื่อว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ยักษ์ใหญ่ในวงการออนไลน์ให้ความสำคัญกับบริการนี้ไม่ใช่เพราะมันจะมาแทนที่การให้บริการโทรศัพท์ซักเท่าไร แต่เป็นเพราะบริการลักษณะนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของ Social Network เนื่องจากมันอำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิกในลักษณะที่ไปเสริมบริการใน Social Network อื่นๆเช่น Instant Messenger (แบบ Live Messenger), Email (แบบ gmail), Profile (แบบ Facebook), Video (แบบ Youtube), ฯลฯ

ถ้ามองในแง่การนำ Skype เข้าไปเสริมธุรกิจของไมโครซอฟท์นั้น มองอย่างเร็วๆอาจจะมองได้ใน 3 ธุรกิจหลักคือ Xbox, Windows Phone, และ Outlook สำหรับ Xbox ซึ่งปัจจุบันกำลังขายกันอย่างถล่มทลายด้วยความยอดนิยมของ Kinect ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมของ Xbox ที่ทำให้สามารถเล่นเกมโดยไม่ต้องมี Joystick หรืออุปกรณ์อื่นใด ใช้เทคโนโลยี Motion sensing ทำให้ขยับไม้ขยับมือก็สามารถควบคุมตัวละครในเกมได้ สำหรับ Xbox แล้วการมี Skype อาจจะหมายถึงการทำให้ผู้เล่นสามารถส่งเสียงคุยกันผ่านอินเทอร์เน็ตทำให้เกมมีความเป็น Social Media มากยิ่งขึ้นและอาจจะเพิ่มความนิยมให้กับ Xbox มากขึ้นไปอีก สำหรับ Windows Phone นั้นการมี Skype อาจจะหมายถึงการที่ผู้ซื้อโทรศัพท์จะสามารถโทรผ่าน Skype ได้โดยไม่ต้องผ่านบริการโทรศัพท์แบบเดิม และการนำ Skype เข้าไปรวมกับ Outlook ก็หมายถึงการที่ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารกับคู่ค้าได้ด้วยเสียงด้วย แทนที่จะส่ง email กันผ่าน Outlook แบบเดิม

ที่ผมกล่าวถึงความเป็นไปได้ 3 ประการนั้นอย่างที่เรียนไปข้างต้นคือเป็นการมองอย่างเร็วๆ ถ้ามองกันอย่างลึกซึ้งแล้ว ส่วนตัวผมเห็นว่าทั้ง 3 แนวทางนั้นไม่ได้มีน้ำหนักเพียงพอในการทำให้ไมโครซอฟท์ต้องเสียเงินถึง 8.5 พันล้านเหรียญไปซื้อ Skype แต่อย่างใด ในแง่เทคโนโลยีนั้นไมโครซอฟท์สามารถนำเงิน 8.5 พันล้านไปลง VoIP เพื่อชิงความเป็นผู้นำแล้วนำมาใส่ในสินค้าและบริการของไมโครซอฟท์ทุกตัวได้อย่างไม่ยากเย็น หลายปีก่อน Skype อาจจะนำลิ่วในแง่เทคโนโลยี VoIP แต่ทุกวันนี้ความเป็นผู้นำไม่ได้ห่างไกลเหมือนอย่างที่เคยแล้ว เรียกได้ว่าวิ่งตามกันพอทันแบบสูสี ส่วนในแง่ของสมาชิกผู้ใช้งานนั้น Skype มีสมาชิกจำนวนมากก็จริงอยู่ แต่ก็เป็นคนที่ใช้งานฟรีเสียจำนวนมาก การที่สมาชิก Skype จะกระโดดมาซื้อ Xbox, Window Phone หรือ Outlook นั้นคงจะไม่สามารถคาดหวังกันได้มากนัก ที่แน่ๆคือคงไม่คุ้มเงิน 8.5 พ้นล้านแน่ๆ

ความคิดเห็นส่วนตัวของผมนั้นการที่ไมโครซอฟท์ต้องทุ่มทุนมาซื้อสไกป์นั้นมีเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอเพียงประการเดียวคือการกันไม่ให้กูเกิล เข้ามาซื้อ Skype เหตุผลอื่นอย่างดีก็เป็นแค่เหตุผลสนับสนุน หรืออย่างร้ายก็อาจจะพูดได้ว่าเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น ผมมองว่าโมเดลธุรกิจของ Skype ดูจะสอดคล้องและเสริมกับโมเดลธุรกิจของกูเกิลมากกว่าไมโครซอฟท์ ทำให้ หากกูเกิลได้ Skype ไปอาจจะกลายเป็นอาวุธที่ดีของกูเกิล และอาจจะทำให้กูเกิลนำมาห้ำหั่นกับไมโครซอฟท์ในตลาดต่างๆไม่ว่าจะเป็น Online ad (เป็นสื่อโฆษณาเพิ่มเติมจาก Search), Android (Mobile app), Google docs (เพิ่มเติมเรื่อง collaboration) ฯลฯ ก่อนหน้านี้กูเกิลเองก็มีการพูดคุยกับ Skype ในเรื่องการเข้ามาซื้อกิจการ Skype เช่นเดียวกัน ซึ่งก็น่าเป็นเหตุผลหนึ่งที่ไมโครซอฟท์ต้องยอมกันฟันใช้เงินมหาศาลมาซื้อเพื่อให้แน่ใจว่าอาวุธร้ายแรงชิ้นนี้จะไม่ตกอยู่ในมือของคู่แข่ง

ถ้าเป็นเช่นนี้จริงเราในฐานะผู้ใช้ก็คงไม่สามารถคาดหวังได้มากว่า Skype หลังจากไมโครซอฟท์ซื้อไปจะแตกต่างมากมายจาก Skype ที่เราคุ้นเคยกันอยู่ ซึ่งก็คงไม่ใช้เรื่องแปลกเพราะ eBay ซึ่งเคยเป็นเจ้าของ Skype ก็แทบไม่ได้ทำอะไรกับ Skype เลย โดยสรุปแล้วดีลนี้คนที่น่าจะดีใจที่สุดก็คือผู้ถือหุ้นของ Skype ซึ่งสามารถดึงดูดยักษ์ใหญ่ให้นำเงินมาเทให้เป็นรายที่สองต่อจาก eBay และทำให้ผู้ถือหุ้นและพนักงาน (ซึ่งได้หุ้นของบริษัทเป็นค่าตอบแทน) ร่ำรวยไปตามๆกัน เห็นดีลนี้แล้วก็ได้แต่หวังว่าคนไทยจะได้มีโอกาสสร้างบริษัทแบบ Skype ให้ฝรั่งเอาเงินมาเทให้กับประเทศเล็กๆจนๆอย่างเรากันบ้างในอนาคตสักวันหนึ่งนะครับ

คลาวด์คอมพิวติ้งกับการปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์

(บทความนี้ได้มีการตีพิมพ์ใน Telecom Journal ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2554)

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คลาวด์คอมพิวติ้งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นพลังที่มีอิทธิพลมหาศาลเปรียบเหมือนคลื่นซึนามิที่จะเปลี่ยนแปลงโลกแห่งข้อมูลข่าวสารรวมถึงโทรคมนาคมอย่างพลิกฝ่ามือแบบที่ไม่มีปรากฏการณ์ใดมาก่อน อาจจะเพราะสาเหตุนี้เองทำทุกคนต่างพยายามขอมีเอี่ยว ทุกเรียกสิ่งที่ตัวเองทำว่าเป็นคลาวด์ไปเสียหมดไม่ให้ตกเทรนด์ กลายเป็นว่านี่ก็คลาวด์ นั่นก็คลาวด์ โน่นก็คลาวด์ จนคำๆนี้กลายเป็นคำที่ใช้กันสับสนที่สุดในประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ วันนี้เราจะมาตีแผ่และทำความเข้าใจคำๆนี้กันแบบง่ายๆสไตล์ Telecom 2.0กัน

คำว่าคลาวด์หมายถึงคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ในเครือข่าย เรามีคำๆนี้เพื่อให้เห็นว่ามันต่างจากคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ข้างหน้าเรา (หรือในมือเราถ้าเป็นสมาร์ทโฟน ซึ่งถือเป็นคอมพิวเตอร์เหมือนกัน) ที่เราจับได้ลูบคลำได้ คลาวด์คอมพิวติ้งโดยความหมายกว้างๆก็คือการใช้งานแบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ที่อยู่กับเราร่วมกับคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่าย โดยมีความหมายเป็นนัยว่าเราแค่ต้องจัดหาคอมพิวเตอร์ที่อยู่กับเราเท่านั้น ส่วนคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่ายเราไม่ต้องยุ่ง มีคนจัดหามาให้เราใช้นั่นเอง โดยส่วนใหญ่คอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่ายนี้ถ้าไม่ฟรีเราก็จ่ายเบาๆเป็นรายเดือน ประหยัดทั้งเงินในการซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์เครือข่าย และค่าดูแลรักษาที่ตามมากับการเป็นเจ้าของเครื่อง

คลาวด์คอมพิวติ้งอาจจะหมายถึง Software as a Service (SaaS) ในความหมายนี้คือใช้ซอฟท์แวร์โดยใช้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อาจจะใช้ฟรีหรือจ่ายเงินเป็นเดือนๆไป ในลักษณะนี้ทำให้เราไม่ต้องเอาซอฟท์แวร์มาติดตั้งที่เครื่อง สามารถใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตเบราเซอร์ได้ ลักษณะของ Software as a Service ที่เราอาจจะใช้อยู่โดยไม่รู้ตัวเช่น Facebook, Hotmail, Gmail, Google Docs, Twitter, ฯลฯ (บางตัวเช่น Facebook, Twitterเราก็เรียกอีกชื่อว่า Social Media) ที่กล่าวถึงเป็นซอฟท์แวร์ที่เราใช้ฟรี โดยผู้ให้บริการได้รายได้จากการโฆษณาเป็นหลัก Google Docs นั้นเป็นตัวอย่างของซอฟท์แวร์ฟรีที่สามารถทำงานได้ในลักษณะเดียวกับ Word, Excel และด้วยความสามารถในการทำงานที่ดี เราเริ่มเห็น Microsoft เริ่มนำเอาซอฟท์แวร์ดังกล่าวมาให้บริการผ่านเว็บในลักษณะดังกล่าวมากขึ้น เป็นเวทีแข่งขันอีกเวทีที่น่าจับตาดูเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ยังมีซอฟท์แวร์ที่ให้ใช้โดยคิดค่าบริการ ตัวที่เป็นที่รู้จักแพร่หลายที่สุดคือ Salesforce.com ซึ่งเป็นคนบุกเบิกตลาดนี้มายาวนาน และตลาดก็เรียกการให้บริการลักษณะนี้ด้วยชื่อต่างๆตั้งแต่ Application Service Provider (ชื่อเก่ามากๆ), Software as a Service (SaaS), จนมาถึงคลาวด์คอมพิวติ้ง ส่วนในเมืองไทยมีผู้ให้บริการในลักษณะ store front เช่น tarad.com และ weloveshopping.com ที่อาจจะถือว่าอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ล่าสุดไมโครซอฟท์ก็เข้ามาจับมือกับกลุ่มทรูเพื่อให้บริการแอพพลิเคชั่นของไมโครซอฟท์ผ่านในโมเด็ล Software-as-a Serviceในประเทศไทย

การใช้ซอฟท์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ตเบราวเซอร์ยังมีชื่อที่นิยมเรียกอีกอย่างหนึ่งคือ Web 2.0 หรือบริการที่ต่อยอดจากWeb 1.0 ซึ่งก็คือการใช้เว็บในยุคแรกเริ่ม โดยสำหรับ Web 1.0 ลักษณะการใช้เหมือนนิตยสารออนไลน์ คือมีผู้เขียนแล้วก็มีผู้อ่าน ส่วน Web 2.0 นี่คนเข้ามาใช้ทั้งเขียนและอ่าน คือผู้ใช้เป็นคนสร้างคอนเทนท์ขึ้นด้วย ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ Facebook, Twitter ซึ่งผู้เข้ามาใช้เป็นคนเขียนข้อความ โพสต์รูปต่างๆ หรือบ้านเราคือ Pantip.com ซึ่งโดยคอนเซ็ปต์คือ Web 2.0 มาแต่แรกเริ่มคือเป็น user-generated content

คลาวด์คอมพิวติ้งยังอาจจะหมายถึง Infrastructure as a Service (IaaS) ในลักษณะนี้ผู้ใช้งานหลักจะเป็นธุรกิจมากกว่าผู้บริโภค เพื่อให้เห็นภาพอย่างให้ท่านผู้อ่านจินตนาการตามผมนะครับ ก่อนจะมีคลาวด์คอมพิวติ้งถ้าธุรกิจต้องการจัดหาเซิร์ฟเวอร์เพื่อมาใช้งานก็จะต้องซื้อคอมพิวเตอร์มาเป็นเครื่องๆ จัดหา Internet Data Center เพื่อจัดวางคอมพิวเตอร์ดังกล่าวในเครือข่ายภายใน หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จัดหาพนักงานมาดูแลรักษาระบบให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง จ่ายเงินค่าไฟค่าเช่าค่าอะไหล่ต่างๆ เป็นเรื่องที่ปวดหัวและไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด

บริการ Infrastructure as a Service คือบริการที่ช่วยลดความยุ่งยากในการจัดหาเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าว การใช้งานง่ายถึงขนาดที่ว่าเมื่อไรที่ต้องการเซิร์ฟเวอร์ก็เข้าไปที่หน้าเว็บกำหนดสเป็คเครื่องได้เลย CPU, RAM, HardDisk เลือกเสร็จกดปุ่มสร้างเซิร์ฟเวอร์ รอหนึ่งนาทีจะมีเซิร์ฟเวอร์รอให้เราสามารถนำไปใช้งานได้ทันที การสร้างเซิร์ฟเวอร์ไม่ต้องสร้างเผื่อเหมือนในกรณีการจัดหาฮาร์ดแวร์มาเอง ถ้าต้องการเพิ่มสเป็คก็เข้าไปกำหนดที่หน้าเว็บ รออีกหนึ่งนาทีก็เหมือนอัพเกรดเซิร์ฟเวอร์เดิมตามสเป็คใหม่ทันที จ่ายเงินเป็นแบบรายเดือน หรือในบางกรณีเป็นรายชั่วโมง ไม่ต้องเสียเงินมากๆเหมือนการซื้อฮาร์ดแวร์ ถ้าใช้ไม่นานหลังจากใช้เสร็จก็บอกเลิกการใช้ได้ ไม่ต้องจ่ายเงินต่ออีกเลย

บริษัทที่บุกเบิกตลาด Infrastructure as a Service คือ Amazon.com ครับอ่านไม่ผิดครับเว็บไซต์ขายหนังสือนั่นแหละครับ แรกเริ่มก็ใช้ภายในก่อนเพราะ Amazon.com ต้องพร้อมขยายเซิร์ฟเวอร์ให้รองรับผู้ใช้งานที่มีจำนวนมหาศาลได้ทำให้ต้องพัฒนาเทคโนโลยีนี้ขึ้นมาใช้ภายใน แต่หลังจากทำเองกินเองซักพักก็เริ่มเห็นว่าตลาดก็มีความต้องการจึงเริ่มนำบริการในลักษณะดังกล่าวออกมาทำตลาดซึ่งก็เป็นที่นิยมอย่างมากมายจนคู่แข่งทั้งผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และผู้พัฒนาซอฟท์แวร์ต่างเริ่งสปีดเพื่อเข้ามาแย่งชิงตลาดนี้กันถ้วนหน้า

ในเมืองไทยเองมีผู้ให้บริการ hosting หลายรายที่ให้บริการในลักษณะคล้ายๆกันโดยใช้เทคโนโลยี VPS (Virtual Private Server) ซึ่งพูดง่ายๆว่าเป็นน้องๆ Amazonแต่ในลักษณะที่เหมือนกับ Amazon.com ที่ใช้เทคโนโลยี VM (Virtual Machine) ซึ่งครบเครื่องมากกว่าเท่าที่ทราบมีบริษัทเพาเวอร์ ออลล์ ซึ่งร่วมเป็นพันธมิตรกับทรู ไอดีซี ให้บริการในชื่อว่าแอสเพ็น คลาวด์ เซอร์วิส (Aspen Cloud Service) ซึ่งเป็นบริการแบบเดียวกับ Amazon.com แต่โตมาจากตลาดจีนซึ่งก็เป็นตลาดที่คึกคักในเรื่องของคลาวด์เช่นเดียวกัน

นอกจาก SaaSและ IaaS ก็ยังมี Platform-as-a-Service (PaaS) ซึ่งพูดง่ายๆว่าอยู่กึ่งกลางระหว่างสองตัวแรก ในลักษณะนี้เป็นการให้บริการซึ่งมี Infrastructure คือเซิร์ฟเวอร์รองรับอยู่เป็นพื้นฐาน แต่ต่อยอดเพิ่มเอาซอฟท์แวร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง แต่ไม่ถึงขั้นเป็นซอฟท์แวร์สำเร็จรูปเหมือน SaaS ตัวอย่างของ PaaS ที่เด่นชัดที่สุดคือ AppEngine โดย Google ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ทำให้นักพัฒนาสามารถใช้ไลบรารี่และเฟรมเวอร์กต่างๆของ Google ไม่ว่าจะเป็น Google search, Google maps, ฯลฯ ในการพัฒนาเว็บแอพพลิเคชั่นได้โดยไม่ต้องพัฒนาขึ้นมาเองทั้งหมด

จากที่กล่าวมาทั้งหมดท่านผู้อ่านคงพอมองเห็นว่าธุรกิจบ้านเราจะได้ประโยชน์อย่างมากจากการนำเทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งมาใช้งาน เทคโนโลยีนี้จะช่วยประหยัดต้นทุนทางด้านคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ และบุคคลากร โดยลดความวุ่นวายและปวดหัวตั้งแต่เรื่องการจัดการ ติดตั้ง การบำรุงรักษา และการปรับปรุงอัพเกรดต่างๆ ธุรกิจที่เป็นผู้ใช้ User จะประหยัดทรัพยากรต่างๆได้อย่างมาก ธุรกิจที่เป็นผู้พัฒนาซอฟท์แวร์ก็จะลดต้นทุนในการพัฒนาไปด้วยเช่นเดียวกัน ถ้าท่านผู้อ่านยังไม่ได้ศึกษาเรื่องคลาวด์คอมพิวติ้ง วันนี้ผมเชิญชวนให้ท่านลองศึกษาและนำมาใช้ดูครับ น่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากทั้งในระดับส่วนตัวและระดับธุรกิจของท่านเลยทีเดียว