เจิ้งเหอกับ Islamization ของ Maritime Southeast Asia

อ้างอิง: https://www.scmp.com/week-asia/article/2006222/chinese-admiral-who-spread-islam-across-southeast-asia

เจิ้งเหอ (ซำปอกง) จากหลักฐาน DNA ล่าสุดแทนที่จะเป็นจีนกลับพบน่าจะเป็นเชื้อสายเปอร์เซีย!!

บรรพบุรุษเจิ้งเหอเป็นคนของราชสำนักหยวนของมองโกล (กองทัพมองโกลมีคนหลากชาติหลายภาษา) ถูกส่งมาปกครองยูนนาน ต่อมาเมื่อหมิงไล่มองโกลออกไปเจิ้งเหอถูกจับเป็นเชลยโดนตอนเป็นขันทีส่งไปราชสำนัก ภายหลังเป็นคนสนิทจักรพรรดิและด้วยความสามารถอันสูงส่งได้รับมอบหมายให้คุมกองเรือในตำนานส่งไปทั่วมหาสมุทรอินเดีย

ใจความใหญ่ของบทความนี้คือเจิ้งเหอนี่แหละที่น่าจะเป็นคนเปลี่ยน maritime souteast asia ให้เป็นมุสลิมเกือบหมด (ก่อนหน้านั้นเป็นฮินดูเกือบหมด) โดยน่าจะมาจากเหตุผลทางการค้าด้วยไม่ใช่แค่ทางศาสนาเพียงอย่างเดียว

ช่วงนั้นคือยุคต้นของอยุธยาของเรา และเป็นยุคที่จีนแผ่อิทธิพลมายังภูมิภาคเราแบบมหาศาลเช่นเดียวกับยุคสมัยนี้ และก็คงไม่ต่างกับยุคนี้ที่พี่จีนเข้ามาแทรกแซงการเมืองในทุกรัฐเนื่องด้วยความสำคัญของภูมิภาคนี้ต่อเศรษฐกิจจีน

หรือแจ้คหม่าคือเจิ้งเหอกลับชาติมาเกิด!!!!!!!

ทำไมจีนกับอินเดียถึงมีประชากรมากขนาดนี้?

ไม่ใช่แค่ปัจจุบันแต่จีนกับอินเดียวรวมกันมีประชากรประมาณครึ่งหนึ่งของทั้งโลกมาเป็นเวลา 2000 กว่าปีแล้ว

วิดีโอนี้ให้คำตอบคำถามที่ว่าโดยนักภูมิศาสตร์ เป็นคำตอบที่ทำผมอึ้งไปเหมือนกัน คำตอบนั้นคือ
[Spoiler Alert]
……..
……..
……..
……..
……..
……..
……..
“ทิเบต”

ที่ราบสูงทิเบต (Tibetan Plateau) เป็นที่ๆสูงที่สุดในโลก และเป็นแหล่งที่สะสมของน้ำแข็งที่มีปริมาณมหาศาลมากที่สุดในโลก น้ำแข็งเหล่านี้ละลายตามกาลเวลาเกิดเป็นแม่น้ำขนาดใหญ่ที่ไหลผ่านบริเวณรอบข้าง โดยเฉพาะจีน (หวงโห, แยงซีเกียง) และอินเดีย (สินธุ, คงคา) น้ำเป็นสิ่งที่ทำให้เกษตรกรรมเกิด การมีแหล่งน้ำที่นำน้ำมาอย่างสม่ำเสมอทำให้สองประเทศนี้สามารถเลี้ยงประชากรขนาดใหญ่และทำให้ทั้งสองรวมกันมีประชากรประมาณครึ่งหนึ่งของโลกมาเป็นเวลา 2000 กว่าปี

ถึงคำตอบนี้จะฟังดูมีน้ำหนักอยู่พอสมควร ส่วนตัวผมคิดว่ามีคำอธิบายอื่นๆที่สำคัญไม่แพ้กันด้วย ตัวอย่างเช่น การที่ประเทศจีนมีประชากรพุ่งขึ้นเป็น exponential ในช่วงราชวงศ์หมิงต่อราชวงศ์ชิง เกิดมาจากการนำพันธุ์ข้าวจากเวียตนามเข้ามาปลูกทางตอนใต้ของจีนตั้งแต่ในช่วงราชวงศ์ซ่ง ข้าวดังกล่าวปลูกได้ดีมากและสามารถเลี้ยงประชากรได้เป็นอย่างดี ทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่หลังจากนั้นการเติบโตของประชากรก็สะดุดเนื่องจากอณาจักรมองโกลเข้ามารุกรานและฆ่าคนไปมากมาย แต่เมื่อราชวงศ์หมิงขึ้นมาแทนที่ราชวงศ์หยวนของมองโกล การเพิ่มของประชากรก็กลับมาและเพิ่มขึ้นอย่างเรื่อยๆต่อเนื่องมาราชวงศ์ชิงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ดีปฎิเสธไม่ได้ว่าภูมิศาสตร์ก็เป็นปัจจัยสำคัญมากที่ทำให้สองประเทศนี้มีคนมากขนาดนี้ สิ่งที่น่าคิดต่อไปคืออนาคต ทำอย่างไรไทยเราจะได้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจอย่างเต็มที่จากการฟื้นตัวของสองประเทศนี้ ถ้าเราคิดออกเราก็จะโตไปกับเขาด้วย ถ้าเราคิดไม่ออก เราก็คงย่ำอยู่ตรงนี้เหมือนที่ผ่านมา

ประวัติศาสตร์โลกกำลังจะถูกพลิก

อ้างอิง: https://timesofindia.indiatimes.com/city/chennai/tn-symbolist-finds-links-between-indus-and-tamil-scripts/articleshow/62974730.cms

ความเชื่อที่ถูกสอนกันต่อๆมาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โลกกำลังค่อยๆถูกทำลายด้วยหลักฐานที่นักโบราณคดีและนักวิทยาศาสตร์ค้นพบมากขึ้นทุกวัน

สรุปแบบย่อ
– อารยธรรมแรกที่เกิดขึ้นในโลกไม่น่าจะใช่ตะวันออกกลางบริเวณแม่น้ำไทกรีส ยูเฟรตีส (ซึ่งเกิดก่อนอารยธรรมอียิปต์เสียอีก) แต่น่าจะเป็นอารยธรรมแม่น้ำสินธุ (Indus Civilization) เช่นเมือง Harappa, Mohenjo-daro ซึ่งเจริญกว่าและน่าจะเก่ากว่ามาก

– อักษรที่พบใน Indus Civilization ถูกค้นพบว่าน่าจะมาจากอักษร Tamil โบราณ (ตามบทความที่ link) ซึ่งการค้นพบนี้ใหม่สุดๆ (เป็นไปได้แต่ยังต้องพิสูจน์กันอีกพอสมควร)

– ชาว Tamil เป็นกลุ่ม Dravidian ที่ถูกมองว่าเป็นชนที่ด้อยกว่าในอินเดีย แต่จริงๆแล้วด้วยหลักฐานนี้แสดงว่า Tamil อาจจะเป็นกลุ่มที่เจริญมาก่อน Indo-Aryan เสียอีก

– Indo-Aryan ไม่ได้เข้ามารุกรานจน Dravidian (Indus Civilization) ล่มสลาย แต่อารยธรรม Dravidian เสื่อมไปเองด้วยเหตุผลที่ซับซ้อนซึ่งอาจจะเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทำให้ระบบเศรษฐกิจล่มสลายไปด้วย

– ความเชื่อที่ว่า Indo-Aryan เหนือกว่า Dravidian และชนชาติอื่นเป็น Fake News ที่รัฐบาลอังกฤษในยุคล่าอณานิคมประโคมเพื่อให้คนเชื่อว่าชนชาติตัวเอง (ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม Aryan ที่พูดภาษาในตระกูลเดียวกัน) สูงส่งกว่า

– วัฒนธรรม Tamil มาเจริญต่อในอินเดียใต้ โดยราชวงศ์ที่เจริญที่สุดและอยู่มาอย่างยาวนานคือราชวงศ์ ​Pallava ซึ่งคนไทยไม่ค่อยรู้จัก แต่มีความสำคัญมากกับประวัติ Southeast Asia และอารยธรรมไทย

– ราชวงศ์ Pallava เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา วรรณกรรม สถาปัตยกรรม ศิลปะ และเป็นรัฐที่สร้างความเจริญอย่างสูงสุดกับอินเดียใต้ และเจริญมาในช่วงเดียวกับราชวงถังซึ่งเป็นราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน สองรัฐนี้มีการค้าขายและติดต่อกันอย่างหลากหลาย และทำให้เกิดรัฐระหว่างทางซึ่งอยู่ใน Southeast Asia (ศรีวิชัย ขอมโบราณ หริภุญไชย จามปา ฯลฯ) เกิดขึ้นและเจริญตามจากการค้าขายระหว่างสองอณาจักรนี้

– พระถังซัมจั๋งผู้ซึ่งเดินทางมาอินเดียเพื่อศึกษาศาสนาพุทธ ท่านได้เคยแวะไปเยี่ยมที่อณาจักร Pallava และได้กล่าวชื่นชมการปกครองที่มีเมตตาต่อประชาชนของราฃวงศ์ Pallava

– อักษรเขียนของ Pallava เป็นต้นกำเนิดอักษรที่ใช้หรือเคยใช้ใน Southeast Asia ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นอักษรไทย (ที่ถูกเริ่มเขียนบนศิลาจารึกในสมัยสุโขทัย) พม่า มอญ ลาว กัมพูชา ที่ใช้ในปัจจุบัน และอักษรที่เคยใช้ในหมู่เกาะอินโดนีเซีย

– สถาปัยกรรมของ Pallava เป็น inspiration สถาปัยกรรมเก่าแก่ของ Southeast Asia แทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเขมร (นครวัด นครธม ฯลฯ) อินโดนีเซีย (Borobudur) ฯลฯ

– ระบบการปกครองของ Pallava (เช่น concept ของ ธรรมราชา) เป็นระบบที่ถูกนำมาใช้ในรัฐใน Southeast Asia รวมถึงศรีวิชัย ขอม พม่า อยุธยาด้วย

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าอารยธรรมไทย และ Southeast Asia ทั้งหมดมีความสัมพันธ์ที่สืบทอด (ผ่านอณาจักร Pallava) ไปได้ถึงอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอย่าง Indus Civilization !!!

มาฆบูชา วันครบรอบการก่อตั้งองค์กรที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

วันมาฆบูชาเป็นวันครบรอบการก่อตั้งองค์กรสงฆ์ ซึ่งท่านพุทธโคดม  (พระพุทธเจ้า) ได้ก่อตั้งมากว่า 2,500 ปี เป็นองค์กรที่มีอายุยืนนานที่สุดในโลก แม้บริษัทที่เก่าแก่ที่สุดในโลกก็มีอายุหลักร้อยปีเท่านั้น


วันมาฆบูชาเทียบเท่ากับ All-hand meeting ในบริษัทยุคปัจจุบัน อรหันต์ 1,250 รูป (เกือบทุกองค์ เว้นแต่องค์แรกๆที่ท่านส่งไปประกาศศาสนาที่อื่นและไม่ได้กลับมาร่วม เช่นปัญจวัคคีย์ส่วนใหญ่ และภัททวัคคีย์ 30 องค์) มาประชุมกันอย่างพร้อมเพรียงที่แคว้นมคธ

โอวาทปาติโมกข์ซึ่งท่านพุทธโคดมได้กล่าวในวันมาฆบูชานี้ โดยเนื้อหาคือ Mission Vision statement รวมถึง Principle และ Standard Operating Procedure ของศาสนาพุทธและองค์กรสงฆ์ เป็นโอวาทเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรมีความชัดเจนและเข้มแข็ง โอวาทปาติโมกข์จึงต่างจากหลักธรรมที่เป็นเนื้อหาทฤษฎีอย่างธัมมจักกัปปวัตนสูตรที่ได้แสดงให้ปัญจวัคคีย์ในปฐมเทศนาวันอาสาฬหบูชา

ในที่ประชุมเดียวกันท่านยังได้มีการจัดโครงสร้างองค์กรและแต่งตั้งผู้บริหารให้ชัดเจน มีพระสารีบุตรเป็นมือขวาเปรียบได้กับ COO คือคนที่เทศนาได้เทียบชั้นกับพระพุทธเจ้า และพระโมคคัลลานะเป็นมือซ้ายคอยสนับสนุน

ด้วยเหตุนี้วันมาฆบูชาจึงถือเป็นวันครบรอบการก่อตั้งองค์กรสงฆ์ เพราะก่อนจะถึงวันนี้เรามีเพียงภิกษุเป็นรูปๆแต่ยังไม่ได้มีการจัดตั้งเป็นองค์กรอย่างเป็นกิจจะลักษณะ

หลังจากนั้นพุทธศาสนาก็เจริญมาตามลำดับจนถึงทุกวันนี้ ผลงานของท่านคือหลักธรรมนี้เป็นที่ยอมรับจากคนทั่วทุกมุมโลกไม่เว้นคนต่างชาติต่างศาสนา

อ้างอิง: พระพุทธเจ้า ต้นแบบแห่ง innovator

สามก๊ก นิยายสร้าง (แทนที่จะอิง) ประวัติศาสตร์

สามก๊กที่เราอ่านและดูกันเป็นแค่นิยาย ด้วยอัจฉริยภาพของผู้แต่ง (ซึ่งก็ยังถกเถียงกันมากว่าใช่ หลอ กว้านจง จริงหรือ? แล้ว หลอ กว้านจง ไหน เพราะมีหลายคน) ก็ทำให้เป็นที่นิยมชมกันอย่างกว้างขวาง

นิยายสามก๊กมีที่มาจากประวัติศาสตร์ แต่แต่งเติมเสียจนเหลือความจริงอยู่ไม่ถึงครึ่ง (บางคนบอกว่าเหลือเค้าความจริงแค่ 1 ใน 3) แค่คนจำนวนมากก็เชื่ออย่างจริงๆจังๆว่ามันคือเรื่องจริง และมีหนังสือสอนกลยุทธ์และหลักการปกครองโดยมีที่มาจากสามก๊กฉบับนิยายมากมายเป็นอุตสาหกรรมย่อมๆ นับเป็นความสำเร็จอย่างสูงสุดของผู้แต่งนิยายเรื่องนี้ แต่เป็นตลกร้ายของคนที่จริงจังกับประวัติศาสตร์ เหมือนเรียนกลยุทธ์จากการ์ตูนโคนันเดอะซีรี่ส์
สามก๊กฉบับประวัติศาสตร์ โดยนักประวัติศาสตร์ เฉิน โซ่ว ไม่เป็นที่นิยมเท่าฉบับนิยาย ทั้งๆที่เป็นเรื่องจริงไม่ใช่เรื่องแต่ง สาเหตุเพราะไม่สนุกเร้าใจเท่าฉบับนิยาย จนป่านนี้ผมยังไม่เคยเห็นฉบับแปลภาษาไทยที่ไหนเลย คิดว่าน่าจะมี แต่คงหมกอยู่ห้องสมุดที่ไหนซักแห่งนึง

ประวัติศาสตร์สามก๊กเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆในประวัติศาสตร์จีนอันยาวนาน ผู้คนคนในยุคสามก๊ก ก็เหมือนทุกยุคสมัยของจีน มีคนเก่งคนไม่เก่ง คนดี คนเลว แต่ในบรรดาคนเก่งทั้งหมดของสามก๊กก็ยังไม่มีใครมีผลงานที่โดดเด่นเทียบชั้นกับสุดยอดจักรพรรดิเช่นหลี่ซื่อหมิน (ถังไท่จง) ได้เลย ทั้งขงเบ้ง โจโฉ ซุนกวน ก็ยังห่างหลายขุม

แต่ในแง่ของ entertainment แล้ว ซีรี่ย์สามก๊ก ก็ยังไม่เคยทำให้ผิดหวัง หลี่ซื่อหมินตัวจริงเก่งเทพแค่ไหนเวอร์ชั่นนิยายก็ยังไม่เร้าใจเท่า สามก๊กเวอร์ชั่นนิยายดูทีไรก็สนุกทุกที ช่อง 3 กำลังจะเอามาออกอีกครั้ง ใน version นี้ชอบคนเล่นเป็นโจโฉมาก ยียวนกวนประสาทมาก ดูแล้วอินจริงๆ ว่างๆมาดูกัน แต่อย่าไปคิดมากเรื่องวิเคราะห์ เพราะมันเป็นแค่….ฉบับนิยาย

โศกนาฏกรรมสยาม

“…เราเคยเพลี่ยงพล้ำเสียทีต่างชาติเมื่อ 130 กว่าปีก่อน จนกระทั่งรัชกาลที่ 5 ได้แก้ปัญหานี้ของไทยได้สำเร็จ ด้วยการมุ่งมั่นปฏิรูประบบกฎหมาย ระบบยุติธรรมของประเทศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย…”
“…..ต้องปฏิรูปใหญ่อีกครั้งหนึ่งแล้ว แต่ทำได้ยากมาก เพราะเราไม่มีพลังใหญ่ในแผ่นดินที่จะทำงานใหญ่อย่างนี้ได้…”
#โศกนาฏกรรมสยาม

อ้างอิงจาก http://thaipublica.org/2015/09/jaran-8-9-2558/

ระบบราชการคือรากเหง้าของปัญหาบ้านเรา

จริงๆมีข้าราชการที่ดีอยู่มาก แต่เนื่องจากระบบเปิดโอกาสให้เอาผิดคนที่ทำไม่ถูกขั้นตอนระเบียบ โดยไม่คำนึงถึงวัตถุประสงค์ intention ในการทำเช่นนั้น 

ทำให้ข้าราชการส่วนใหญ่ต้อง Play safe และก้มหน้าก้มตาทำตามขั้นตอนไป ในเมื่อต้องพึ่งพาเงินเดือนและสวัสดิการเพื่อเลี้ยงครอบครัว จะเสี่ยงไปเพื่ออะไรเพื่อใคร 

แต่สิ่งที่น่าเศร้าคือปัญหานี้ไม่มีทางแก้ที่ชัดเจนเพราะกฏหมายและระเบียบพันกันยุ่งเหยิงเหมือนกลุ่มเส้นด้ายที่พันกัน ยากที่จะคลายออกมาให้เป็นระเบียบ 
ม.44 เองก็คงแก้ได้ระดับนึงเท่านั้น ประเด็นไม่ได้อยู่แค่ที่อำนาจในการแก้ แต่จะแก้ที่ไหนและอย่างไรด้วย

เคยคิดเล่นๆว่าถ้าเรา outsource การบริหารราชการให้สิงคโปร์คงดีไม่ใช่น้อย และ win-win กันทั้งคู่ 
เรามีชัยภูมิ ทรัพยากร มรดกทางวัฒนธรรม และสิ่งที่มีค่าอื่นๆมากมายที่หลายประเทศอิจฉา สิงคโปร์มีระบบ civil service ที่สุดยอดอันดับต้นๆในโลก

ทั้งไทยและสิงคโปร์เป็นสังคมเปิดที่ไม่ติดยึดเชื้อชาติและมีท่าทีที่เปิดรับคนนอกเข้ามาเป็นคนในชาติเดียวกันทั้งคู่

หลายคนชอบมองว่าสิงคโปร์เป็นคู่แข่ง แต่ผมกลับคิดว่าโอกาสในการร่วมมือกันน่าจะได้ประโยชน์กับทั้งคู่มากกว่า
ส่วนเรื่อง outsource นั้นพูดเล่นเพราะลุงคงไม่ยอมและคงหงุดหงิดน่าดู….

อ้างอิง: https://www.pptvthailand.com/news/ไลฟ์สไตล์/43835

พระพุทธเจ้า ต้นแบบแห่ง innovator

ในยุคปฎิวัติดิจิตอลทุกวันนี้ ผู้นำทางเทคโนโลยี และ innovator อย่างสตีฟ จอบส์, บิลล์ เกตส์, แลรี่ เพจ, มาร์ค ซัคเคอร์เบอร์ก, อีลอน มัสก์ ต่างก็ได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลก เนื่องจากเป็นผู้พัฒนาและนำเสนอเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่เพิ่มศักยภาพให้ผู้คนและแก้ปัญหาสำคัญต่างๆของโลก และมีบทบาทที่เรียกได้ว่ากลบบทบาทของผู้นำทางการเมืองทั่วโลก คนรุ่นใหม่จำนวนมากถือเอาคนเหล่านี้เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต

แต่เรื่องราวของคนเหล่านี้ก็ถูกถ่ายทอดจากสื่อต่างๆโดยเน้นในเรื่องทรัพย์สินและชื่อเสียงที่เขาได้รับแทนที่จะเน้นในเรื่องคุณประโยชน์ที่คนเหล่านี้ทำเพื่อโลก ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่ต้องการต้นแบบของ innovator ที่ทำประโยชน์อย่างมากมายต่อโลก โดยไม่ถูกกลบด้วยทรัพย์สิน เงินทอง และชื่อเสียง มิเช่นนั้นคนรุ่นใหม่เก่งๆของเราก็จะมุ่งทำเพื่อสิ่งภายนอกเหล่านั้นแทนที่จะทำเพื่อส่วนรวมและสังคมเราก็จะไม่มีโอกาสที่จะดีขึ้นเสียที

คนต้นแบบ innovator และ entrepreneur ในใจของผมเสมอมาก็คือพระพุทธเจ้า ด้วยความที่ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ทุกคนคงยอมรับในความดีความประเสริฐของท่าน แต่ข้อเสียคือเรามักจะเอาท่านไว้บนหิ้งบูชา เป็นบุคคลสูงส่งที่เราไม่อาจเอื้อมเอาเป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตอยู่เสมอ วันนี้ผมจะนำประวัติของท่านมาเล่าในฐานะของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ได้ค้นพบสิ่งล้ำค้าซึ่งได้สร้างประโยชน์ต่อคนทั้งโลกมาจนถึงทุกวันนี้ และมีเส้นทางชีวิตที่เป็นต้นแบบของ innovator ที่ทุกคนควรถือเป็นเยี่ยงอย่างในการดำเนินชีวิต แทนที่จะเก็บไว้บนหิ้งบูชา

hqdefault

————–

ในยุคพุทธกาลนั่นมีกระแสตื่นตัวเหมือนกับที่ทุกวันนี้มีกระแสตื่นตัว startup แต่ในยุคนั้น (เรียกว่า axial age) ตื่นตัวกันเรื่องหาสัจธรรม spiritual truth เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกทั้งในตะวันออกกลาง (อิสราเอล อิหร่าน) อินเดีย และ จีน แต่เนื่องจากยังไม่มีเทคโนโลยีสื่อสารอย่างทุกวันนี้ก็เลยต่างคนต่างก็ค้นหากันไปอิสระในอู่อารยธรรม 4 แห่งนี้

ในอินเดียคนก็ตื่นตัวกันมาก คนเบื่อสังคมเดิมๆที่ดูไม่มีแก่นสารก็ออกจากสังคมเดิมๆออกมาเป็นฤาษี ชีพราหมณ์ มาตั้งแคมป์กันฝึกโยคะ นั่งสมาธิ คนหาความจริงสูงสุดของชีวิต คล้ายๆ co-working space ในสมัยนี้ ฤาษีแบ่งกันใช้อาศรม แลกเปลี่ยนความรู้ไอเดียกันเพื่อไปให้ถึงฝัน ฝึกโยคะกันอย่างขมีขมัน

เจ้าชายสิทธัตถะ (ต่อไปขอเรียกสั้นๆว่าสิทธัตถะ) พ่อเลี้ยงดูอย่างดีปรนเปรอไม่อยากให้ออกบวชตามคำทำนายของพราหมณ์ แต่ก็มี angel (อันนี้ angel จริงๆคือเทวดา) ที่มาดลบันดาลใจ ไม่ได้ให้เงินแบบ angel investor แต่ให้แรงบันดาลใจเสกให้เห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย กระตุ้นให้สิทธัตถะออกหาความจริง

ตอนสิตธัตถะออกบวชถึงขั้นต้องขัดใจพ่อ และหนีภรรยากับลูกมา ลำบากใจกว่าคนที่ลาออกจากงานมาเป็น entrepreneur หลายเท่า เริ่มแรกก็ไปฝึกวิทยายุทธขั้นพื้นฐานกับรุ่นพี่ก่อนคือ อุทกดาบส กับ อาฬารดาบส เรียนรู้พื้นฐานโยคะ วิปัสนาต่างๆ (เหมือนหลายๆคนที่เรียนรู้พื้นฐานการทำธุรกิจและเทคโนโลยีจากที่ทำงานก่อน) จนรุ่นพี่บอกสอนหมดพุงแล้วที่เหลือต้องไปค้นหาเอาเอง (ค้นได้อย่าลืมกลับมาบอกพี่ๆด้วย)

ท่านก็เริ่มเดินไปด้วยตัวเอง bootstrap จากสิ่งที่ได้เรียนรู้มา เริ่ม recruit ทีมงานเข้ามาร่วมเดินไปตามฝัน (ปัญจวัคคีย์ — จริงๆท่านไม่ได้ recruit แต่ปัญจวัคคีย์ขอเข้ามาร่วมกับท่านเอง) เพียรทำทุกรกิริยาซึ่งทุกคนเชื่อว่าเป็นวิถีที่ถูกต้องเพื่อให้บรรลุความจริง

เมื่อไปนานวันเข้าท่านก็เห็นว่าไม่น่าจะเป็นหนทางที่ถูก ท่านก็ pivot เลิกทำทุกรกิริยา พอ pivot ปั๊บลูกน้องก็เสื่อมศรัทธาปุ๊บตีจากท่านไป (innovator บางท่านต้อง pivot แล้วลูกน้องเซ็ง บ่น ก็ขอให้คิดว่าขนาดพระพุทธเจ้ายังเจอเลย ไม่เป็นไร เรื่องธรรมดา) ท่านก็ไม่ว่าอะไรเดินหน้าหาความจริงต่อไปตามลำพัง

ด้วยความตั้งใจอย่างสูงและภูมิปัญญาอันสูงส่งท่านก็ได้ค้นพบสัจจธรรม ซึ่งอาจจะเทียบได้กับการ achieve product market fit (เจ้าชายก็มาเป็นพระพุทธเจ้าณ จุดนี้เอง) คือค้นหาสิ่งที่จะทำให้คนพ้นทุกข์ได้ แต่พอค้นพบก็เริ่มเห็นปัญหาความยากของธรรมะนั้นสูงเหลือเกิน จะมีใครฟังรู้เรื่องจริงหรือ (product มันดีแต่จะอธิบายให้คนเข้าใจและซื้อได้ยังไง)

คิดไปๆท่านก็ได้แนวคิดที่คล้ายๆ diffusion of innovation theory คือหลักการบัว 4 เหล่าที่เรารู้จักกัน (ประมาณเดียวกับการแบ่งลูกค้าเป็น innovator, early adopter, etc…) ทำให้เห็นว่าเป็นไปได้ที่จะ innovate เรื่องธรรมะแต่ต้องเลือกลำดับในการ convert ให้ถูกและควรจะ focus กับคนที่พร้อมจะรับ innovation นี้ที่สุดก่อน และคนที่พร้อมลำดับถัดไป ตามลำดับ

กลับไปหารุ่นพี่ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่ม innovator ที่สุดแล้ว กะว่าจะนำธรรมะไปสอนปรากฎว่าเสียชีวิตไปแล้วทั้งสองคน จึงเดินทางไปหาลูกน้องเก่าปัญจวัคคีย์ผู้ซึ่งเป็นกลุ่ม innovator เหมือนกันคือค้นหาความจริงอยู่แล้ว พอเล่าให้ฟังแป๊บเดียวก็เข้าใจและขอบวช (ในรูปแบบนี้เทียบได้กับทั้ง convert ลูกค้า และ convert recruits ในจังหวะเดียวกัน เพราะสาวกทั้งรับเอาหลักธรรมไป = ซื้อ product และเข้ามาร่วมหมู่สงฆ์ = เข้ามา join team)

หลังจากปัญจวัคคีย์ กลุ่มถัดมาเป็น early adopter คือไม่ได้ออกบวชแต่เริ่มเกิดความเบื่อหน่ายในโลก ก็คือยสะกุลบุตร 55 คน และภัททวัคคีย์ 30 คน เป็นลูกเศรษฐีกันทั้งสองกลุ่ม และก็เสพกามกันมาจนอิ่มเอียน หลังจากที่ convert สองกลุ่มนี้แล้วท่านก็ได้ convert พระอรหันต์รวมกันทั้งหมดถึง 90 องค์ ภายในเวลาสั้นๆ ท่านก็สั่งให้ทั้งหมดไปแผยแผ่ธรรมะ ให้เกิดเป็น viral campaign กระจายตัวออกไป

ขั้นต่อไปท่าน convert ชฎิล 3 พี่น้องซึ่งมีสาวกรวมกันถึง 1,000 คน ขั้นนี้ท่านต้องออกแรงเหนื่อยหน่อย ทั้งแสดงอิทธิฤทธิ์ (demo day) ทั้งแสดงธรรม (pitching) แต่ก็คุ้มมากๆเพราะชฎิล 3 พี่น้องนี้เป็นที่นับถือของคนเมืองราชคฤห์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธซึ่งมีขนาดใหญ่และกำลังมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ convert ชฎิล 3 พี่น้องและสาวกได้สำเร็จเหมือนเป็นการ cross the chasm เกิดการ reference บอกต่อจากชฎิลไปยังชาวเมืองราชคฤห์ (early majority) หลังจากนั้นไม่นานก็สามารถ convert คนทั้งเมืองได้ตามมาเป็นลำดับ

นอกจากนี้ที่เมืองนี้ท่านยังได้ venture capital รายแรกเข้ามาสนับสนุนคือพระเจ้าพิมพิสารบริจาคสวนเวฬุวันให้เป็นวัดแห่งแรกในพุทธศาสนาคือวัดเวฬุวัน เป็น Headquarter แห่งแรกของพุทธศาสนา

ก่อนที่ท่านจะขยายพุทธศาสนาต่อได้มีการประชุม All-hand meeting เหล่าอรหันต์ 1,250 รูป ในวันมาฆบูชา ได้แสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งโดยเนื้อหาถ้าเข้าไปดูรายละเอียดนั้นก็คือ Mission Vision statement บวกกับ Principle และ Standard Operating Procedure ของศาสนาพุทธและเหล่าสงฆ์เพื่อให้วัฒนธรรมองค์กรมีความชัดเจนและเข้มแข็ง

ในที่ประชุมเดียวกันท่านยังได้มีการจัดโครงสร้างองค์กรให้ชัดเจน มีพระสารีบุตรเป็นมือขวาเปรียบได้กับ COO คือคนที่เทศนาได้เทียบชั้นกับพระพุทธเจ้า และพระโมคคัลลานะเป็นมือซ้ายคอยสนับสนุน หลังจากนั้นพุทธศาสนาก็เจริญมาตามลำดับจนถึงทุกวันนี้ ผลงานของท่านคือหลักธรรมนี้เป็นที่ยอมรับจากคนทั่วทุกมุมโลกไม่เว้นคนต่างชาติต่างศาสนา

จนถึงวันนี้องค์กรที่ท่านได้ก่อตั้งถึงจะมีเสื่อมถอยไปตามกาลเวลาแต่ก็นับได้ว่าเป็นองค์กรที่มีอายุยืนนานที่สุดมากกว่า 2,500 ปี เป็นองค์กรที่ตั้งมั่นแต่จะทำสิ่งดีเพื่อมนุษยชาติโดยไม่เลือกเพศ เชื้อชาติ และเผ่าพันธุ์ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ยากจะหาใครเทียบได้ทั้งในอดีต แม้ผู้นำทางเทคโนโลยีที่เป็นที่ชื่นชมจากคนทั่วโลกในปัจจุบันก็ยังไม่มีใครที่จะประสบความสำเร็จเทียบกับท่านได้เลยจริงๆ

————–

ถ้าดูตามนี้เราจะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้เป็นเทวดายอดมนุษย์ที่จะเสกอะไรให้เกิดขึ้นก็ได้ตามใจ แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ใช้สติปัญญาพิจารณาหาวิธีที่ดีที่สุดในการบรรลุเป้าหมาย ใช้ทั้งกลยุทธ์ กุศโลบาย และการบริหารจัดการ เหมือนกับ innovator ที่จะต้องใช้ความคิดพิจารณาว่าจะหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะผลักดันองค์กรให้เกิดประโยชน์กับลูกค้าและ stakeholder อื่นๆสูงสุด

ผมหวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้อ่านได้ศึกษาชีวิตท่านเอาเป็นเยี่ยงอย่างในการทำงานและใช้ชีวิต อย่าเพียงเก็บท่านไว้บนหิ้งไหว้บูชากันไปเพียงนั้นแต่เอาประวัติท่านมาเป็นแบบอย่างและกำลังใจในการทำงานเพื่อสร้างประโยชน์ให้มนุษยชาติกันอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่ทำเพียงเพื่อทรัพย์สิน เงินทอง และชื่อเสียงที่ตัวเองจะได้เป็นหลัก แต่มุ่งประโยชน์ที่ผู้อื่นจะได้รับเป็นสำคัญ

สปิริตนักรบนักผจญภัย กับ หัวใจโกอินเตอร์

คนหลายชาติหลายวัฒนธรรมที่ประสบความสำเร็จในการสร้างธุรกิจข้ามชาติมักจะมีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่บูชานักรบผู้บุกชนะดินแดนต่างๆนอกบ้านเกิดเมืองนอนตัวเอง หรือนักผจญภัยที่ออกไปค้นพบดินแดนใหม่ๆในโลก

นักรบนักผจญภัยแห่งยุโรป

คนยุโรปผู้เป็นต้นกำเนิดธุรกิจข้ามชาติมีพื้นฐานวัฒนธรรมจากกรีกโรมัน เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมกรีกโรมันเราคงพอจะนึกถึงฮีโร่ของเขาได้หลายคน พระเจ้าอเล็กซานเดอร์, จูเลียส ซีซาร์, ล้วนแล้วแต่เป็นนักรบที่ชนะบ้านอื่นเมืองอื่นอย่างราบคาบ เป็นฮีโร่ที่คนยุโรปบูชานับถือกัน อเล็กซานเดอร์รบชนะเปอร์เซียซึ่งเป็นมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุคนั้น จูเลียส ซีซาร์ รบชนะเผ่าเยอรมันในดินแดนกอล (ฝรั่งเศษในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นดินแดนป่าเถื่อนซ่องสุมพวกป่าเถื่อนที่สร้างความเดือดร้อนให้อณาจักรโรมันอยู่ตลอดมา

ในยุคของการค้นพบดินแดนใหม่ของโลก สปิริตของนักรบผู้ชนะดินแดนได้ถูกเปลี่ยนรูปมาเป็นการค้นพบและบุกเบิกดินแดนใหม่ๆในโลกที่คนยุโรปยังไม่รู้จัก เกิดเป็นนักผจญภัยผู้ค้นพบดินแดนใหม่อย่างเช่นคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส, บาโทโลมิว ดิแอส, วาสโก ดา กามา, เฟอร์ดินาน แมกเจลแลน, ฯลฯ คนหนุ่มมากความสามารถต่างฝันใฝ่สร้างชื่อเสียงในการเป็นนักผจญภัยผู้ค้นพบดินแดนใหม่ในโลกกว้าง

ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคนยุโรปก็คือคนที่ประสบความสำเร็จที่สุดในแง่การขยายธุรกิจออกไปทั่วโลก โดยได้แรงผลักดันมาจากการเป็นนักผจญภัยผู้ค้นพบและครองครองดินแดน แต่เปลี่ยนจากรูปแบบการรบมาเป็นการค้าแทน บริษัทที่ยิ่งใหญ่ของยุโรปในยุคนั้นอยู่ในรูปแบบของบริษัทที่ได้รับสัมปทานผูกขาด (Monopoly concession) จากรัฐบาลอย่าง British East India company ของอังกฤษ เป็นต้น

อเมริกัน Cowboy

ในสหรัฐอเมริกาช่วงบุกเบิกฝั่งตะวันตกของทวีอเมริกา (Wild Wild West) คือช่วงยุคครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 เกิดฮีโร่พวกใหม่ในวัฒนธรรมอเมริกัน (ซึ่งก็มีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรมยุโรป) คือโคบาล หรือ Cowboy ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกไปดินแดนฝั่งตะวันตกซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายจากพวกอินเดียนแดงที่โหดร้าย สภาพภูมิประเทศที่ไม่คุ้นเคย โจรต่างๆ Cowboy เป็นผู้ที่ทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกาขยายดินแดนไปจนสุดฝั่งตะวันตกของทวีปในรัฐแคลิฟอร์เนีย โอเรกอน และ วอชิงตัน ในปัจจุบัน Cowboy ยังคงเป็นฮีโร่ใจจิตใต้สำนึกของคนอเมริกัน ในฐานะผู้บุกเบิก ผู้ค้นพบดินแดนใหม่ ผู้ชนะอินเดียนแดง

หลังสงครามโลก ยุโรปถดถอยและอ่อนแอจากสงคราม บริษัทอเมริกันเข้มแข็งและเข้ามาแทนที่ยุโรป ได้เกิดบริษัทอเมริกันจำนวนมากที่เป็นผู้นำในโลกในผลิตภัณฑ์และบริการแทบทุกอย่าง ได้เข้าไปครองครอบตลาดทั่วโลกในลักษณะเดียวกับยุโรปในยุคก่อนหน้า ซึ่งสปิริตของ Cowboy ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถอธิบายแรงขับเคลื่อนนักธุรกิจให้ขยายธุรกิจไปครองครองตลาดต่างๆทั่วโลก

ตอนผมอยู่สหรัฐอเมริกาได้มีโอกาสทำงานในบริษัทอเมริกันหลายแห่งก็พบว่านักธุรกิจและผู้บริหารชาวอเมริกันก็ยังได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรม Cowboy อย่างมาก โดยเฉพาะคนที่อยู่ในสายงานด้านการขาย การตลาด การพัฒนาธุรกิจ ซึ่งเป็นพวกที่มีหน้าที่ในการขยายธุรกิจ ต่างก็มีบุคลิกและวัฒนธรรมของ Cowboy ที่บูชาความกล้าหาญ กล้าได้กล้าเสีย ต้องการเอาชนะคู่ต่อสู้เพื่อครอบครองตลาดเป้าหมาย (ตลาดเข้ามาแทนที่ที่ดินในแง่่ของเป้าหมายในการเอาชนะและครองครอง) ซึ่งเป็นคุณค่าที่อยู่ในวัฒนธรรม Cowboy เช่นเดียวกัน หลายคนชอบคิดถึงตัวเองเหมือนเป็น Cowboy จริงๆและภาคภูมิใจในบุคลิกดังกล่าวเป็นอย่างมาก

คนญี่ปุ่น นักรบแห่งเอเชีย

ในคนเชื้อสายเอเชียต้องถือว่าคนญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่ประสบความสำเร็จมากในการขยายธุรกิจออกไปทั่วโลก ถ้าเรามาวิเคราะห์ดูก็จะพบว่าคนญี่ปุ่นมีจิตวิญญาณนักรบอย่างแรงกล้าตั้งแต่ยุคซามูไร วัฒนธรรมของซามูไรเน้นความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว การเอาชนะผู้อื่นในการรบ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเองชาวญี่ปุ่นก็ได้พยายามเน้นย้ำคุณค่าดังกล่าวเพิ่มเติมเข้าไปอีก ได้มีการค้นพบประวัติความยิ่งใหญ่ของเจ็งกีสข่านในยุคนั้น ชาวญี่ปุ่นถือว่ามองโกลก็เป็นชาวเอเชีย และการที่เจ็งกีสข่านเป็นผู้ที่รบชนะได้ดินแดนมาครองครองมากที่สุดในประวัติศาสตร์โลกแสดงให้เห็นว่าชาวเอเชียไม่แพ้ใคร ผู้นำชาวญี่ปุ่นในขณะนั้นได้นำเอาตำนานเจ็งกีสข่านมาปลูกฝังคนญี่ปุ่นทั้งพลเรือนและทหารเพื่อสร้างความมั่นใจของความเป็นชาวเอเชียที่ยิ่งใหญ่

นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันการขยายอณาเขตของประเทศญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งก่อนที่จะแพ้สงครามญี่ปุ่นก็ได้ขยายอณาเขตของตัวเองไปอย่างกว้างขวางทั่วเอเชียตะวันออก ในจีน เกาหลี ไต้หวัน พม่า เวียตนาม แม้ไทยเราก็ถือว่าอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นอยู่่ช่วงหนึ่งด้วย

หลังสงครามโลกจิตวิญญาณนักรบถูกเปลี่ยนจากการพยายามยึดดินแดนมาเป็นการยึดครองตลาด บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จแข่งขันกับบริษัทจากโลกตะวันตก สามารถครองครองตลาดทั่วโลกได้ เป็นชาติเอเชียชาติแรกที่สะเทือนความมั่นใจของชาติตะวันตกในแง่ของการแข่งขันทางธุรกิจ บริษัทโตโยต้าปัจจุบันก็ถือว่าครองแชมป์บริษัทผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ล้มแชมป์อย่าง GM ของสหรัฐฯไปได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

คนไทยผู้รักสงบ

เมื่อมองย้อนกลับมาดูสังคมไทย จะเห็นได้ว่าเราไม่มีวัฒนธรรมบูชานักรบเหมือนคนชาติอื่นที่ได้กล่าวถึงในข้างต้น ประเทศไทยเป็นที่ที่อุดมสมบูรณ์ เราไม่เคยคิดจะไปยึดบ้านเมืองใครเพราะบ้านเมืองเรามีทุกอย่าง ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ส่วนใหญ่เราไม่เคยคิดที่จะไปอยู่บ้านอื่นเมืองอื่นเพราะบ้านเราน่าอยู่ที่สุด อาหารอร่อย มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม คนไทยนิสัยดีน่ารักกว่าคนอื่น

นี่เป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือเราเป็นที่รักของทุกคน ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาไม่ว่าเราจะอยู่ข้างคนแพ้หรือคนชนะ เราไม่เคยถูกทำร้ายอย่างทารุณโหดร้ายเหมือนชาติอื่นๆ ช่วงล่าอณานิคมชาติตะวันตกก็ไม่มายึดครองเมืองไทยเหมือนที่ทำกับพม่า ลาว เวียตนาม เขมร ตอนที่ญี่ปุ่นมายึดครองไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองก็ไม่ได้ทำทารุณโหดร้ายกับคนไทยเหมือนที่ทำกับคนจีน เกาหลี และเวียตนาม ตอนเราแพ้สงครามโลกครั้งที่สองพร้อมญี่ปุ่น พวกตะวันตกก็ถือว่าเราโดนบังคับ ก็เสมอตัวกันไป ไม่ลงโทษเราเหมือนผู้แพ้สงครามอื่นๆ คนชาติต่างๆไม่ว่าจะเป็น แขก จีน ญีปุ่่น ฝรั่ง ต่างก็มีทัศนคติที่ดีกับคนไทย (ยกเว้นเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ๆอาจจะไม่่ชอบเรานักเพราะมีประวัติที่ไม่ดีต่อกันในอดีต)

แต่ข้อเสียก็คือเราไม่ค่อยจะมีความทะเยอทะยาน ambition ที่จะไปเอาชนะคนอื่นนอกบ้านนอกเมืองเรานัก ในแง่ของธุรกิจส่วนใหญ่เราแค่พอใจที่จะทำตลาดในบ้านเรา มีน้อยบริษัทนักที่บุกฝ่าไปต่างประเทศเพื่อเอาชนะครองครองตลาดต่างประเทศ เพราะแรงผลักดันเหล่านี้มันไม่ได้อยู่ในสายเลือดคนไทย เรารักสงบ เราไม่มีความทะเยอทะยานที่จะไปชนะคนบ้านอื่นเมืองอื่นเหมือนวัฒนธรรมนักรบนักผจญภัยที่ผมกล่าวถึงในข้างต้น

การที่เราจะพัฒนาคนไทยให้สามารถขยายธุรกิจออกไปต่างประเทศ ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่จะช่วยคือการปลูกฝังจิตวิญญาณนักรบนักผจญภัยให้เกิดขึ้นในหัวใจคนรุ่นใหม่ สร้างแรงผลักดัน ambition เพื่อให้เขาอยากจะชนะคนอื่นในเชิงธุรกิจ อยากจะบุกออกไปต่างประเทศยึดครองตลาดบ้านอื่นเมืองอื่น สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองและประเทศ แล้วเราก็อาจจะมีบริษัทเหมือนโตโยต้า ซัมซุง ที่เป็นที่ครั่นคร้ามไปทั่วโลกเช่นเดียวกับเพื่อนชาวเอเชียอย่างญี่ปุ่น และ เกาหลีเช่นเดียวกัน

———————————

ข้อยกเว้น : คนยิวและคนจีน ผู้เป็นนักธุรกิจในสายเลือด

ในบรรดาชนชาติที่ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจอย่างสูง มีแค่สองชนชาติที่ไม่ได้มีวัฒนธรรมความเป็นนักรบนักผจญภัยเด่นชัดมากเหมือนชาติอื่นๆที่กล่าวถึงข้างต้น นั่นก็คือคนยิวและคนจีน ทั้งสองพวกนี้เรียกได้ว่ามีความเป็นพ่อค้าความเป็นนักธุรกิจในสายเลือด และได้ประสบความสำเร็จในด้านการค้าด้านธุรกิจตั้งแต่ยุคที่โลกยังเอาชนะกันด้วยสงครามและอาวุธแทนที่จะเป็นการค้าเหมือนทุกวันนี้

สองชนชาตินี้ไม่ได้เทอดทูนบูชานักรบและนักผจญภัยนัก ค่อนข้างจะรักสงบด้วยซ้ำ (คนยิวค่อนข้างรักสงบจนเมื่อหลังสงครามโลกมานี่ถึงเริ่มจับอาวุธสู้คนอื่น คนจีนเองถึงจะมีนักรบ นักวางกลยุทธ์ที่เก่งกาจหลายคน แต่ในวัฒนธรรมจีน ตามปรัชญาขงจื๊อ ก็บูชานักปราชญ์ที่มีความรู้ เป็นจอหงวน มากกว่าจะบูชานักรบ) คนยิวและคนจีนกลับให้ความสำคัญกับการค้าและธุรกิจแต่ไหนแต่ไรมา

อย่างไรก็ดีหัวใจนักธุรกิจค่อนข้างจะฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมทั้งสอง ในประเทศไทยเองเมื่อมีการแต่งงานระหว่างคนไทยและคนจีน วัฒนธรรมบางอย่างก็จางลงไป คนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากที่มีความเป็นไทยมากกว่าความเป็นจีน เริ่มทำงานตามแบบสังคมไทยเช่นเป็นข้าราชการ เป็นพนักงาน ความเป็นนักค้าขายนักธุรกิจก็จางลงไปบ้างหรือหายไปเลยก็มี (ผมเองทางคุณแม่มีเชื้อจีนแต้จิ๋ว 100% แต่ท่านมายึดอาชีพเป็นแพทย์ เป็นข้าราชการและนักวิชาการ ถึงคุณแม่จะโตมาในครอบครัวพ่อค้า คุณตาเป็นพ่อค้าข้าว แต่คุณแม่ผมไม่เคยได้ขายของอะไรเลยทั้งชีวิต เป็นแต่หมอรักษาคนไข้)

พ่อขุนรามกับเจ็งกีสข่าน

ประวัติศาสตร์จริงๆเป็นเรื่องสนุก อ่านไปเรื่อยๆจะพบสิ่งที่เราไม่คาดคิดหลายเรื่อง และทำให้ได้ข้อคิดในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจอย่างมาก

เรื่ิองหนึ่งที่น่าสนใจคือความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ของประเทศต่างๆ ตัวอย่างเช่น พ่อขุนราม กับ เจ็งกีสข่าน ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าเจ็งกีสข่านมีบทบาททำให้พ่อขุนรามตั้งอณาจักรสุโขทัยขึ้นมาได้ ??

ตอนเด็กๆพวกเราเรียนหนังสือคงรู้แต่ว่าพ่อขุนรามเป็นพ่อขุนคนที่สามต่อจากพ่อขุนศรึอินทราทิตย์ และพ่อขุนบานเมือง มาอีกทีพ่อขุนรามก็รวบรวมอณาจักรสุโขทัยขึ้นมาได้ทันที ฟังดูง่ายมากๆ เรื่องราวจริงๆมันซับซ้อนกว่านั้นนิดหน่อย ตามที่ผมจะเล่าดังต่อไปนี้นะครับ

เจ็งกีสข่านกับอณาจักรมองโกล

เจ็งกีสข่านเดิมชื่อเตมูจิน เป็นคนในเผ่ามองโกลซึ่งเป็นพวกล่าสัตว์ใช้ชีวิตบนหลังม้า ชอบกินเนื้อดิบ คนเผ่ามองโกลมีความ aggressive อยู่ในนิสัยมาก มีการฆ่าแกงกันเองระหว่างเผ่าเป็นเรื่องธรรมดา แม้กระทั่งพ่อของเตมูจินก็ถูกฆ่าจากคนอีกเผ่าหนึ่ง เตมูจินมีคุณสมบัติของความเป็นผู้นำสูงมาก ต้องการแก้ปัญหาในสังคมคนมองโกล สุดท้ายหาสิ่งที่ปลดปล่อยความ aggressive ของพวกมองโกลเพื่อไม่ให้ฆ่ากันเองได้ คืออะไรรู้ไหมครับ คือหันไปฆ่าคนชาติอื่นแทนที่จะฆ่ากันเองนั่นเอง

เป็นความโชคดีของคนมองโกลและความโชคร้ายของคนรอบข้าง ตั้งแต่เตมูจินรวบรวมเผ่ามองโกลเข้าเป็นหนึ่งเดียวและได้รับขนานนามเป็นเจ็งกีสข่าน ก็ได้ส่งขุนพลนำพาคนมองโกลออกไปบุกตะลุยรบราฆ่าฟันคนที่อยู่รอบข้างทุกสารทิศเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ อย่างที่เล่าไปข้างต้นพวกมองโกลมีความ aggressive อยู่ในตัวสูง และแถมยังรบเก่ง ทำให้รบใครก็ชนะไปเสียหมด อณาจักรมองโกลขยายตัวออกไปอย่างที่ไม่มีใครในประวัติศาสตร์โลกเคยทำได้มาก่อน แม้กระทั่งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ของกรีก (ซึ่งก็มีความ aggressive ไม่แพ้กัน) ก็ยังขยายดินแดนออกไปได้ไม่ใหญ่เท่าเจ็งกีสข่าน

อณาจักรมองโกลขยายตัวในทิศตะวันตกออกไปจนถึงยุโรปตะวันออก (ในสมัยนั้นยุโรปตะวันตกอย่างฝรั่งเศส อังกฤษยังเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนไม่มีอะไรน่าบุกยึด) มาโคโปโลนักเดินทางชื่อดังเป็นคนเมืองเจนัวในประเทศอิตาลีปัจจุบันซึ่งเดินทางยาวไกลไปเข้าเฝ้ากุบไล่ข่านหลานชายของเจ็งกีสข่านถึงเมืองจีน ในตอนนั้นเมืองจีนเป็นแค่เพียงประเทศหนึ่งในอณาจักรอันยิ่งใหญ่ของชาวมองโกลเท่านั้น

ทางตะวันออกมองโกลบุกไปครองครองจีนทั้งหมดรวมถึงเกาหลี (จะบุกไปญี่ปุ่นแต่โดนพายุกามิกาเซถล่มทัพเรือก่อนเลยถอยทัพกลับไป) ส่วนเอเชียอาคเนย์ของเรานั้นทัพมอลโกลบุกตะลุยไปลงไปจนถึงเกาะชวาในประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างทางมีการปะทะกับอณาจักรมากมายหลายอณาจักร ทำให้ปั่นป่วนกันทั่วไปทุกหัวระแหง

มองโกลบุกเอเชียอาคเนย์

เป็นที่น่าสังเกตุว่าในบริเวณเอเชียอาคเนย์นี้มองโกลไม่ได้มายึดดินแดนเหมือนที่อื่นๆ ส่วนใหญ่คือมาตีให้ยอมแพ้ส่งส่วยเป็นประเทศราชแล้วก็กลับจีนรอรับส่วย พวกที่ยอมแพ้นานเข้าแข็งเมืองที มองโกลก็ยกทัพลงมาตีแตกที ตีแตกเสร็จก็กลับรอรับส่วย ไม่แน่ใจว่าทำไมเหมือนกัน (ผมเดาเอาเองแบบบ้านๆว่าคงไม่คุ้นกับอากาศเพราะร้อนมากเทียบกับทางเหนือที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของพวกมองโกล)

ในตอนนั้นคนไทยเรายังเป็นแค่ชนกลุ่มน้อยในคาบสมุทรสุวรรณภูมิ (บริเวณครอบคลุมประเทศพม่าไทย ลาว เขมร เวียตนามในปัจจุบัน) ไม่มีบ้านเมืองเป็นของตัวเอง รวมตัวกันอยู่ในเมืองเล็กเมืองน้อย ภายใต้การปกครองของอณาจักรยิ่งใหญ่สองอณาจักรคืออณาจักรพุกามของคนพม่า และอณาจักรเขมร

พ่อขุนราม Partner กับอณาจักรมองโกล

มองโกลเมื่อบุกลงมาตีสองที่นี้ก็ใช้กลวิธีในการสร้างพันธมิตรกับชนกลุ่มน้อยเพื่อช่วยในการตีเมืองใหญ่อย่างพุกามและเขมร โดยชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งที่ได้สร้างพันธมิตรกับมองโกลก็คือคนไทย โดยผู้นำคนไทยที่มีบทบาทอย่างมากในการสร้างพันธมิตรกับอาณาจักรมองโกล (ณ เวลานั้นอณาจักรมองโกลได้ตกมาถึงรุ่นหลานของเจ็งกีสข่านก็คือกุบไล่ข่านแล้ว) ก็คือพ่อขุนรามคำแหง ซึ่งได้มองการณ์ไกลเห็นความเข้มแข็งของมองโกล และประโยชน์ทางการเมืองที่จะได้จากการสร้างพันธมิตรกับยักษ์ใหญ่ที่กำลังจะเข้ามาเหยียบพี่เบิ้มอย่างพุกามและเขมรให้ราบพนาสูรลงไป

ตามประวััติศาสตร์อณาจักรพุกามต้องล่มสลายลงไปเพราะการบุกของมองโกล ส่วนเขมรนั้นมองโกลตีไม่แตกแต่หลังจากนั้นมาก็อ่อนแอลงตามกำลัง ส่วนอณาจักรสุโขทัยก็เข้มแข็งขึ้น ในท้ายที่สุดมองโกลเองถึงจะลงมาตีบ้านเมืองคนอื่นจนระส่ำระสายแต่ก็เริ่มหมดความสนใจในเอเขียอาคเนย์ ก็ไม่ได้มีการยึดดินแดนไว้อย่างถาวร เปิดโอกาสให้อณาจักรไทย เริ่มโดยสุโขทัย และหลังจากนั้นมาคืออยุธยา ได้เข้ามาเป็นพี่เบิ้มคนใหม่แทนที่พม่าและเขมรต่อมาอีกยาวนาน