พระพุทธเจ้า ต้นแบบแห่ง innovator

ในยุคปฎิวัติดิจิตอลทุกวันนี้ ผู้นำทางเทคโนโลยี และ innovator อย่างสตีฟ จอบส์, บิลล์ เกตส์, แลรี่ เพจ, มาร์ค ซัคเคอร์เบอร์ก, อีลอน มัสก์ ต่างก็ได้รับการยอมรับจากคนทั่วโลก เนื่องจากเป็นผู้พัฒนาและนำเสนอเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่เพิ่มศักยภาพให้ผู้คนและแก้ปัญหาสำคัญต่างๆของโลก และมีบทบาทที่เรียกได้ว่ากลบบทบาทของผู้นำทางการเมืองทั่วโลก คนรุ่นใหม่จำนวนมากถือเอาคนเหล่านี้เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต

แต่เรื่องราวของคนเหล่านี้ก็ถูกถ่ายทอดจากสื่อต่างๆโดยเน้นในเรื่องทรัพย์สินและชื่อเสียงที่เขาได้รับแทนที่จะเน้นในเรื่องคุณประโยชน์ที่คนเหล่านี้ทำเพื่อโลก ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่ต้องการต้นแบบของ innovator ที่ทำประโยชน์อย่างมากมายต่อโลก โดยไม่ถูกกลบด้วยทรัพย์สิน เงินทอง และชื่อเสียง มิเช่นนั้นคนรุ่นใหม่เก่งๆของเราก็จะมุ่งทำเพื่อสิ่งภายนอกเหล่านั้นแทนที่จะทำเพื่อส่วนรวมและสังคมเราก็จะไม่มีโอกาสที่จะดีขึ้นเสียที

คนต้นแบบ innovator และ entrepreneur ในใจของผมเสมอมาก็คือพระพุทธเจ้า ด้วยความที่ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ทุกคนคงยอมรับในความดีความประเสริฐของท่าน แต่ข้อเสียคือเรามักจะเอาท่านไว้บนหิ้งบูชา เป็นบุคคลสูงส่งที่เราไม่อาจเอื้อมเอาเป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตอยู่เสมอ วันนี้ผมจะนำประวัติของท่านมาเล่าในฐานะของมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ได้ค้นพบสิ่งล้ำค้าซึ่งได้สร้างประโยชน์ต่อคนทั้งโลกมาจนถึงทุกวันนี้ และมีเส้นทางชีวิตที่เป็นต้นแบบของ innovator ที่ทุกคนควรถือเป็นเยี่ยงอย่างในการดำเนินชีวิต แทนที่จะเก็บไว้บนหิ้งบูชา

hqdefault

————–

ในยุคพุทธกาลนั่นมีกระแสตื่นตัวเหมือนกับที่ทุกวันนี้มีกระแสตื่นตัว startup แต่ในยุคนั้น (เรียกว่า axial age) ตื่นตัวกันเรื่องหาสัจธรรม spiritual truth เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลกทั้งในตะวันออกกลาง (อิสราเอล อิหร่าน) อินเดีย และ จีน แต่เนื่องจากยังไม่มีเทคโนโลยีสื่อสารอย่างทุกวันนี้ก็เลยต่างคนต่างก็ค้นหากันไปอิสระในอู่อารยธรรม 4 แห่งนี้

ในอินเดียคนก็ตื่นตัวกันมาก คนเบื่อสังคมเดิมๆที่ดูไม่มีแก่นสารก็ออกจากสังคมเดิมๆออกมาเป็นฤาษี ชีพราหมณ์ มาตั้งแคมป์กันฝึกโยคะ นั่งสมาธิ คนหาความจริงสูงสุดของชีวิต คล้ายๆ co-working space ในสมัยนี้ ฤาษีแบ่งกันใช้อาศรม แลกเปลี่ยนความรู้ไอเดียกันเพื่อไปให้ถึงฝัน ฝึกโยคะกันอย่างขมีขมัน

เจ้าชายสิทธัตถะ (ต่อไปขอเรียกสั้นๆว่าสิทธัตถะ) พ่อเลี้ยงดูอย่างดีปรนเปรอไม่อยากให้ออกบวชตามคำทำนายของพราหมณ์ แต่ก็มี angel (อันนี้ angel จริงๆคือเทวดา) ที่มาดลบันดาลใจ ไม่ได้ให้เงินแบบ angel investor แต่ให้แรงบันดาลใจเสกให้เห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย กระตุ้นให้สิทธัตถะออกหาความจริง

ตอนสิตธัตถะออกบวชถึงขั้นต้องขัดใจพ่อ และหนีภรรยากับลูกมา ลำบากใจกว่าคนที่ลาออกจากงานมาเป็น entrepreneur หลายเท่า เริ่มแรกก็ไปฝึกวิทยายุทธขั้นพื้นฐานกับรุ่นพี่ก่อนคือ อุทกดาบส กับ อาฬารดาบส เรียนรู้พื้นฐานโยคะ วิปัสนาต่างๆ (เหมือนหลายๆคนที่เรียนรู้พื้นฐานการทำธุรกิจและเทคโนโลยีจากที่ทำงานก่อน) จนรุ่นพี่บอกสอนหมดพุงแล้วที่เหลือต้องไปค้นหาเอาเอง (ค้นได้อย่าลืมกลับมาบอกพี่ๆด้วย)

ท่านก็เริ่มเดินไปด้วยตัวเอง bootstrap จากสิ่งที่ได้เรียนรู้มา เริ่ม recruit ทีมงานเข้ามาร่วมเดินไปตามฝัน (ปัญจวัคคีย์ — จริงๆท่านไม่ได้ recruit แต่ปัญจวัคคีย์ขอเข้ามาร่วมกับท่านเอง) เพียรทำทุกรกิริยาซึ่งทุกคนเชื่อว่าเป็นวิถีที่ถูกต้องเพื่อให้บรรลุความจริง

เมื่อไปนานวันเข้าท่านก็เห็นว่าไม่น่าจะเป็นหนทางที่ถูก ท่านก็ pivot เลิกทำทุกรกิริยา พอ pivot ปั๊บลูกน้องก็เสื่อมศรัทธาปุ๊บตีจากท่านไป (innovator บางท่านต้อง pivot แล้วลูกน้องเซ็ง บ่น ก็ขอให้คิดว่าขนาดพระพุทธเจ้ายังเจอเลย ไม่เป็นไร เรื่องธรรมดา) ท่านก็ไม่ว่าอะไรเดินหน้าหาความจริงต่อไปตามลำพัง

ด้วยความตั้งใจอย่างสูงและภูมิปัญญาอันสูงส่งท่านก็ได้ค้นพบสัจจธรรม ซึ่งอาจจะเทียบได้กับการ achieve product market fit (เจ้าชายก็มาเป็นพระพุทธเจ้าณ จุดนี้เอง) คือค้นหาสิ่งที่จะทำให้คนพ้นทุกข์ได้ แต่พอค้นพบก็เริ่มเห็นปัญหาความยากของธรรมะนั้นสูงเหลือเกิน จะมีใครฟังรู้เรื่องจริงหรือ (product มันดีแต่จะอธิบายให้คนเข้าใจและซื้อได้ยังไง)

คิดไปๆท่านก็ได้แนวคิดที่คล้ายๆ diffusion of innovation theory คือหลักการบัว 4 เหล่าที่เรารู้จักกัน (ประมาณเดียวกับการแบ่งลูกค้าเป็น innovator, early adopter, etc…) ทำให้เห็นว่าเป็นไปได้ที่จะ innovate เรื่องธรรมะแต่ต้องเลือกลำดับในการ convert ให้ถูกและควรจะ focus กับคนที่พร้อมจะรับ innovation นี้ที่สุดก่อน และคนที่พร้อมลำดับถัดไป ตามลำดับ

กลับไปหารุ่นพี่ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่ม innovator ที่สุดแล้ว กะว่าจะนำธรรมะไปสอนปรากฎว่าเสียชีวิตไปแล้วทั้งสองคน จึงเดินทางไปหาลูกน้องเก่าปัญจวัคคีย์ผู้ซึ่งเป็นกลุ่ม innovator เหมือนกันคือค้นหาความจริงอยู่แล้ว พอเล่าให้ฟังแป๊บเดียวก็เข้าใจและขอบวช (ในรูปแบบนี้เทียบได้กับทั้ง convert ลูกค้า และ convert recruits ในจังหวะเดียวกัน เพราะสาวกทั้งรับเอาหลักธรรมไป = ซื้อ product และเข้ามาร่วมหมู่สงฆ์ = เข้ามา join team)

หลังจากปัญจวัคคีย์ กลุ่มถัดมาเป็น early adopter คือไม่ได้ออกบวชแต่เริ่มเกิดความเบื่อหน่ายในโลก ก็คือยสะกุลบุตร 55 คน และภัททวัคคีย์ 30 คน เป็นลูกเศรษฐีกันทั้งสองกลุ่ม และก็เสพกามกันมาจนอิ่มเอียน หลังจากที่ convert สองกลุ่มนี้แล้วท่านก็ได้ convert พระอรหันต์รวมกันทั้งหมดถึง 90 องค์ ภายในเวลาสั้นๆ ท่านก็สั่งให้ทั้งหมดไปแผยแผ่ธรรมะ ให้เกิดเป็น viral campaign กระจายตัวออกไป

ขั้นต่อไปท่าน convert ชฎิล 3 พี่น้องซึ่งมีสาวกรวมกันถึง 1,000 คน ขั้นนี้ท่านต้องออกแรงเหนื่อยหน่อย ทั้งแสดงอิทธิฤทธิ์ (demo day) ทั้งแสดงธรรม (pitching) แต่ก็คุ้มมากๆเพราะชฎิล 3 พี่น้องนี้เป็นที่นับถือของคนเมืองราชคฤห์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธซึ่งมีขนาดใหญ่และกำลังมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ convert ชฎิล 3 พี่น้องและสาวกได้สำเร็จเหมือนเป็นการ cross the chasm เกิดการ reference บอกต่อจากชฎิลไปยังชาวเมืองราชคฤห์ (early majority) หลังจากนั้นไม่นานก็สามารถ convert คนทั้งเมืองได้ตามมาเป็นลำดับ

นอกจากนี้ที่เมืองนี้ท่านยังได้ venture capital รายแรกเข้ามาสนับสนุนคือพระเจ้าพิมพิสารบริจาคสวนเวฬุวันให้เป็นวัดแห่งแรกในพุทธศาสนาคือวัดเวฬุวัน เป็น Headquarter แห่งแรกของพุทธศาสนา

ก่อนที่ท่านจะขยายพุทธศาสนาต่อได้มีการประชุม All-hand meeting เหล่าอรหันต์ 1,250 รูป ในวันมาฆบูชา ได้แสดงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งโดยเนื้อหาถ้าเข้าไปดูรายละเอียดนั้นก็คือ Mission Vision statement บวกกับ Principle และ Standard Operating Procedure ของศาสนาพุทธและเหล่าสงฆ์เพื่อให้วัฒนธรรมองค์กรมีความชัดเจนและเข้มแข็ง

ในที่ประชุมเดียวกันท่านยังได้มีการจัดโครงสร้างองค์กรให้ชัดเจน มีพระสารีบุตรเป็นมือขวาเปรียบได้กับ COO คือคนที่เทศนาได้เทียบชั้นกับพระพุทธเจ้า และพระโมคคัลลานะเป็นมือซ้ายคอยสนับสนุน หลังจากนั้นพุทธศาสนาก็เจริญมาตามลำดับจนถึงทุกวันนี้ ผลงานของท่านคือหลักธรรมนี้เป็นที่ยอมรับจากคนทั่วทุกมุมโลกไม่เว้นคนต่างชาติต่างศาสนา

จนถึงวันนี้องค์กรที่ท่านได้ก่อตั้งถึงจะมีเสื่อมถอยไปตามกาลเวลาแต่ก็นับได้ว่าเป็นองค์กรที่มีอายุยืนนานที่สุดมากกว่า 2,500 ปี เป็นองค์กรที่ตั้งมั่นแต่จะทำสิ่งดีเพื่อมนุษยชาติโดยไม่เลือกเพศ เชื้อชาติ และเผ่าพันธุ์ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ยากจะหาใครเทียบได้ทั้งในอดีต แม้ผู้นำทางเทคโนโลยีที่เป็นที่ชื่นชมจากคนทั่วโลกในปัจจุบันก็ยังไม่มีใครที่จะประสบความสำเร็จเทียบกับท่านได้เลยจริงๆ

————–

ถ้าดูตามนี้เราจะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้เป็นเทวดายอดมนุษย์ที่จะเสกอะไรให้เกิดขึ้นก็ได้ตามใจ แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ใช้สติปัญญาพิจารณาหาวิธีที่ดีที่สุดในการบรรลุเป้าหมาย ใช้ทั้งกลยุทธ์ กุศโลบาย และการบริหารจัดการ เหมือนกับ innovator ที่จะต้องใช้ความคิดพิจารณาว่าจะหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะผลักดันองค์กรให้เกิดประโยชน์กับลูกค้าและ stakeholder อื่นๆสูงสุด

ผมหวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้อ่านได้ศึกษาชีวิตท่านเอาเป็นเยี่ยงอย่างในการทำงานและใช้ชีวิต อย่าเพียงเก็บท่านไว้บนหิ้งไหว้บูชากันไปเพียงนั้นแต่เอาประวัติท่านมาเป็นแบบอย่างและกำลังใจในการทำงานเพื่อสร้างประโยชน์ให้มนุษยชาติกันอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่ทำเพียงเพื่อทรัพย์สิน เงินทอง และชื่อเสียงที่ตัวเองจะได้เป็นหลัก แต่มุ่งประโยชน์ที่ผู้อื่นจะได้รับเป็นสำคัญ

From Executive to Entrepreneur

บทความนี้เป็นสรุปเนื่อหาจากสิ่งที่ผมได้ไปพูดในงานของชมรม IOIC (Intania Open Innovation Club) ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นชมรมที่ต้องการสนับสนุนศิษย์เก่าให้สามารถสร้างนวัตกรรมออกไปเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการให้ประสบความสำเร็จ ผมไปพูดในฐานะศิษย์เก่าที่อยู่ในวงการเทคโนโลยีทั้งในฐานะของผู้บริหารองค์กรใหญ่ในอดีต และในฐานะผู้ประกอบการในปัจจุบัน

10306728_10154111128719276_323792320892816161_n

ในช่วงต้นผมเล่าประวัติส่วนตัว ถึงแม้เพื่อนและคนที่รู้จักส่วนใหญ่จะรู้จักผมแต่ในฐานะคนเรียนเก่ง แต่ในความจริงตลอดมาสิ่งที่ผมอยากทำจริงๆคือการสร้างอะไรใหม่ๆด้วยเทคโนโลยีออกมาให้คนใช้ และ ก็ได้แสวงหาประสบการณ์ที่เกี่ยวกับธุรกิจเทคโนโลยีมาตลอด เริ่มจากในด้านการวิเคราะห์หุ้น และ งานวาณิชธนกิจ (Investment Banking) ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในช่วงกำลังบูมยุค 90’s

ในช่วงที่ยังเรียนโทและเอกที่ MIT ก็ได้อาศัยบารมีอาจารย์หลายๆท่านเข้าไปเป็นที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ให้บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในสหรัฐอเมริกาหลายบริษัท เช่น Intel, Verizon, ITT Industries, รวมถึง Startup หลายๆบริษัทที่สหรัฐฯ หลังจากนั้นก็กลับมาประเทศไทยเป็นผู้บริหารที่ True เข้ามาจับงานพัฒนาผลิตภัณฑ์หลายต่อหลายตัวอยู่ถึงเกือบ 7 ปี โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต (ซึ่งปัจจุบันคำว่าดิจิตอลดูจะอินเทรนด์กว่า) หลังจากนั้นออกมาตั้งบริษัทเทคโนโลยีของตัวเอง The VC Group ถึงวันนี้ได้อีกเกือบ 7 ปีแล้ว

มองย้อนกลับไป 20 กว่าปีตั้งแต่ผมจบตรีและวนๆอยู่ในวงการนี้มาตลอด ผมเห็น cycle ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมา 3 รอบ แต่ละรอบเริ่มจากช่วงตื่นทองมีผู้เล่นมากมายจนถึงช่วง consolidation ที่มีผู้ชนะอย่างชัดเจน เริ่มต้นจาก cycle แรกคือ Telecom ในยุคที่บริการโทรศัพท์มือถือกำลังขยายตัว เกิด startup ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมมากมาย ใน cycle ที่สองคือยุค dot com ก็เกิด startup ในรูปแบบเว็บไซต์เป็นดอกเห็ด และใน cycle ที่สามคือยุค Mobile ก็มี startup ในรูปแบบของ App มากมายตามที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้

ในยุคที่ Tech Startup กำลังบูมสุดๆในตอนนี้ ผมเองก็มีข้อคิดที่อยากจะแบ่งปันทั้งสำหรับคนที่ทำงานในด้านนี้อยู่แล้ว และคนที่กำลังจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้เป็นข้อๆดังนี้นะครับ

1. โอกาสทองที่มาจากกระแส Tech Startup

… กลับไม่ใช่การกระโดดมาทำ Tech Startup ในยุค gold rushในสหรัฐฯคนที่รวยไม่ใช่นักล่าทอง แต่เป็นคนที่ขายจอบ ขวาน อุปกรณ์และอื่นๆให้กับนักล่าทอง …ในยุคที่มี Tech Startup จากทั่วโลกออกมาล่าฝัน สร้างสื่อและช่องทางออนไลน์ใหม่ๆออกมา โดยฝันว่าจะได้รวยมากและรวยเร็ว คนที่จะได้อานิสงค์โดยตรงได้แก่ Digital Marketer ผู้เข้าใจการใช้สื่อและช่องทางใหม่ๆเหล่านี้และให้คำปรึกษากับองค์กรต่างๆรวมทั้งนักล่าฝันเอง, Merchant พ่อค้าแม่ค้าที่สามารถใช้ช่องทางดิจิตอลซึ่งส่วนใหญ่ฟรีเพื่อขายสินค้าบริการกันอย่างคล่องมือ, Developer และ Graphic Designer ผู้ที่จะมาช่วยเหล่านักล่าฝันทั้งหลายสร้างผลิตภัณฑ์ออกมา, Data Scientist ที่จะประมวลผลข้อมูลเพื่อช่วยสร้างความกระจ่างใช้ประเมินว่าฝันใกล้เป็นความจริงหรือยัง, และ Venture Capital ที่จะช่วยเป็นสะพานเชื่อมนักล่าฝันกับคนมีเงินถุงเงินถัง (Limited Partner) ที่อยากได้ผลตอบแทนการลงทุนงามๆ ให้มีโอกาสเข้ามามีเอี่ยวกับความฝันนี้

2. โมเดลธุรกิจสื่อโฆษณา (Media)

เป็นโมเดลที่ Tech Startup ตั้งแต่ยุค Yahoo, Google เรื่อยมาจนถึง Facebook ใช้ในการสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำและสร้างกำไรมหาศาลจนสามารถนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้และทำให้ผู้ถือหุ้นและพนักงานรวยกันไปตามๆกัน สำหรับบ้านเราผู้เล่นที่เกิดขึ้นในยุค dot com ก็ใช้โมเดลสร้างรายได้นี้แทบทุกราย ไม่ว่าจะคิดเป็นค่า banner หรือ ค่าเช่าร้านออนไลน์ หรือ คิดเป็นค่าอื่นๆ แต่โมเดลนี้โอกาสทำรายได้น้อยลงเรื่อยๆเนื่องจากความเข้มแข็งของผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Google, Facebok, Line นั้นเข้ามาเบียดจนผู้เล่น Local เหนื่อยกันไปตามๆกัน ผู้เล่นรายใหญ่เหล่านี้ไม่ได้มีแค่ฐานผู้ใช้งานที่ใหญ่มหาศาล แต่ยังมีความสามารถในการคัดกรองแยกประเภทผู้ใช้งานเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ลงโฆษณาได้ target ผู้รับชมได้อย่างละเอียดและชัดเจน (โดยเฉพาะ Google และ Facebook) เหลือผู้เล่น Local ที่ยังยืดหยัดอยู่ได้อยู่ไม่มาก (ขอเอาใจช่วยด้วยนะครับ) สำหรับผู้เล่นหน้าใหม่นั้นก็ไม่ควรเลือกทางนี้เป็นทางทำเงิน

3. โมเดลธุรกิจ end-to-end

เมื่อโมเดลสื่อโฆษณาเริ่มจะยากขึ้นทุกวันๆ ก้าวถัดไป (natural next steps) ของ Tech Startup ก็คือกระโดดเข้าไปเป็นผู้ขายสินค้าหรือบริการซะเองโดยไม่ต้องง้อค่าโฆษณา ได้เงินส่วนแบ่งจากสินค้าหรือบริการเหล่านั้นโดยตรงด้วยการอำนวยความสะดวกให้ทั้งผู้ใช้และผู้ให้บริการ ตัวอย่างเช่น Uber หรือ Airbnb โมเดลนี้เป็นอนาคตทางนึงของ Tech Startup ซึ่งพูดง่ายแต่ทำไม่ง่าย ถ้าเป็นการขายสินค้า Digital แบบ pure ก็อาจจะถูกเลียนแบบได้ไม่ยากโอกาสกระโดดเข้าไปใน red ocean สูง ส่วนถ้าจะก้าวเข้าไป facilitate real goods & services จะมีเรื่องยุ่งยากทาง logistics ก็ต้องการความเข้าใจใน pain point ของอุตสาหกรรมนั้นๆอย่างลึกซึ้ง แต่ถ้าทำได้ก็จะสร้าง barrier to entry ได้ดีกว่า pure digital goods

4. IOT (Internet of Things)

มีกระแส IOT ออกมามากมายดูเหมือนเป็นอีก cycle ของเทคโนโลยี โดยส่วนตัวผมคิดว่าโอกาสด้าน IOT ไม่อยู่ในรูปของการขายอุปกรณ์เฉยๆแต่เป็นการรวมกับบริการ end-to-end ข้อ 3 เพื่อให้สามารถให้บริการบางอย่างได้อย่าง end-to-end โดยมีอุปกรณ์เป็นองค์ประกอบนึงของบริการนั้นๆ จริงๆแล้วอุปกรณ์บางตัวไม่มีความหมายเลยถ้าไม่มี end-to-end service รองรับ ลองนึกว่าเครื่องเตือนคนแก่ล้มจะมีประโยชน์อะไรถ้าไม่ได้มี service ที่เข้ามารองรับถ้าเกิดเหตุการณ์ล้มขึ้นจริงๆ ในฐานะของคนที่เคยทำธุรกิจที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ในสมัยเป็นผู้บริหารและปัจจุบันก็ยังทำธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์อยากจะขอแนะนำว่าให้มองอุปกรณ์เป็นส่วนนึงของบริการที่สามารถต่อยอดและสร้างรายได้ต่อไปได้ อย่าคิดแค่ว่าจะได้กำไรจากอุปกรณ์เพราะในระยะยาวนั้นภาระการ support นั้นมากมายเหลือเกินไม่ว่าคุณจะออกแบบมาดีแค่ไหนก็ตาม

5. Big Data Analytics

เป็นเรื่องนึงที่ผมคิดว่าจะต้องเข้าไปเกี่ยวกับทุกอุตสาหกรรมและทุกโมเดลธุรกิจอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อ 4 IOT ซึ่งถ้าขาด Analytics ไปแล้วก็แทบจะไม่ได้ add value อะไรเลยสำหรับผู้ใช้งาน อย่างไรก็ดีตอนนี้ hype เรื่องนี้ก็เยอะแยะมากมายเต็มไปด้วย noise จับต้นชนปลายไม่ถูก ส่วนใหญ่จะ hype กันเรื่อง tools แต่ในความจริงเรื่องที่สำคัญที่สุดและยากที่สุดคือการ apply tools เพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์ธุรกิจ

6. ข้อคิดเกี่ยวกับการบริหารองค์กรที่พัฒนานวัตกรรม ทั้ง Enterprise และ Tech Startup

  • นวัตกรรมควรช่วยแก้ปัญหาที่สำคัญของผู้ใช้งานและสังคม ในโลกนี้มีปัญหาสำคัญๆเยอะแยะมากมายที่คู่ควรแก่ความพยายามขององค์กรที่พัฒนานวัตกรรม ควรพยายามหลีกเลี่ยงสร้างนวัตกรรมที่แค่มาใช้แก้ปัญหาความอยากรวยเร็วอยากดังเร็วของผู้ก่อตั้งหรือปัญหาหา Tech Startup ไปปั่นขายของนักลงทุน
  • ซอฟท์แวร์และคอนเทนท์คือหัวใจของนวัตกรรมในโลกดิจิตอล ไม่นานมานี้ซอฟท์แวร์เป็น focus หลักของนวัตกรรม แต่ปัจจุบันคอนเทนท์เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆและในอนาคตน่าจะทัดเทียมกับซอฟท์แวร์ในการทำนวัตกรรมไม่ว่าด้านใดก็ตาม ดังนั้นบุคคลากรไม่ว่าจะเป็น Dev และคนทำ Content จึงมีบทบาทสำคัญมากกับความสำเร็จในการผลักดันนวัตกรรมออกมา
  • ทีมงานคือสิ่งสำคัญที่สุดในการผลักดันผลงานออกมา ในโลก Tech Startup ตอนนี้เป็นโรค Steve Jobs syndrome กันมาก เป็น cult of CEO ที่มองว่าผลสำเร็จของบริษัทมาจาก CEO ในความเป็นจริงแล้วทีมงานสำคัญยิ่งยวดเพราะไม่มีทางที่คนๆเดียวจะทำให้ผลงานเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีทีมงานที่ทำงานร่วมกันอย่างเยี่ยมยอด
  • CEO ที่เก่งต้องเป็นนักจิตวิทยาด้วย เพราะการ run ธุรกิจประเภทนี้เป็นเรื่องของคนล้วนๆ CEO คือผู้นำสูงสุดขององค์กรจะต้องเข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่น สามารถ manage ตัวเองและทีมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงต้องมีความสามารถในการเข้าใจจิตวิทยาในระดับสูง หน้าที่สำคัญมากของ CEO คือการดึงดูดคนเก่งให้เข้ามาร่วมงานและทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เขาทำงานได้อย่าง productive และถูกทิศทาง

7. ข้อคิดสำหรับ Enterprise เกี่ยวกับโลกดิจิตอล

ในฐานะของคนที่เคยทำงานในองค์กรขนาดใหญ่หรือ Enterprise มาก่อนต้องยอมรับว่าผมมีความเป็นห่วง Enterprise ไทยที่ผมมองว่าเป็นความหวังในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปอีกระดับ พ้นจาก Middle-Income Trap ด้วยความที่ Enterprise มีทรัพยากรเพียบพร้อมทั้งเงินและคนมากกว่าองค์กรขนาดเล็ก

ในความเป็นจริง Tech Startup ก็มีโอกาสเติบโตขึ้นเป็น Enterprise ในระดับอย่าง Google, Apple และ Facebook ได้ ซึ่งถ้าเป็นได้อย่างนั้นก็เยี่ยมที่สุด เพราะถ้ามีองค์กรอย่างนั้นอยู่ในเมืองไทยนั่นแปลว่าประเทศเรากระโดดไปอีกขั้นเรียบร้อยแล้ว แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าด้วยความยากลำบากในการปั้น Tech Startup ขึ้นมานั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็หวังที่จะ Exit เร็วๆได้ Return ให้คุ้มค่าเหนื่อยกันทั้งนั้น เป็นไปได้สูงว่า Tech Startup ที่ประสบความสำเร็จท้ายสุดก็จะตกเป็นของต่างชาติที่อยากจะเข้ามา disrupt อุตสาหกรรมในบ้านเรา

จริงๆการที่ต่างชาติเข้ามา disrupt อุตสาหกรรมบ้านเราถ้าทำให้ผู้บริโภคได้ทางเลือกมากขึ้นบริการที่ดีขึ้นก็เป็นสิ่งดีและควรยอมรับ Google, Facebook และ Line เข้ามาแย่งส่วนแบ่งรายได้ค่าโฆษณา รายได้ค่า SMS (หายไปเยอะมากๆ) และรายได้อื่นๆจากอุตสาหกรรมไทยกี่อุตสาหกรรมไปเท่าไรผมไม่ทราบ แต่เมื่อเทียบกับบริการที่ได้รับผมเชื่อว่าทุกคนต้องมองว่าคุ้ม แต่ถ้าบริษัทไทยด้วยกันเอง ตั้งอยู่ที่เมืองไทย สร้างงานให้กับคนไทย เป็นผู้ที่เข้ามาเป็นผู้นำเสนอบริการต่างๆเหล่านี้ก็ย่อมดีกว่าแน่นอน

การเปลี่ยนแปลงที่มาจากโลกดิจิตอลเป็นทั้ง Opportunities และ Threats สำหรับ Enterprise แต่ผมมองว่าสิ่งที่ผู้บริหาร Enterprise ควรทำคือการ Partner กับ Tech Startup หรือบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีซึ่งมีความคล่องตัวและมี skill เฉพาะทางบางอย่างมากกว่าคนในองค์กร เพื่อเก็บเกี่ยว Opportunities ให้มากที่สุดแทนที่จะตั้งรับและปล่อยให้กลายเป็น Threat แค่อย่างเดียว อย่ารอจนถูก disrupt แล้วค่อยมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรดี

และการ treat partner ไม่ว่าจะเป็น Tech Startup หรือบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีรูปแบบใดก็แล้วแต่ 1. ถึง partner จะเป็นบริษัทเล็กหรือถึงขั้นจิ๋วก็ ควร sincere ในการแบ่ง upside gain 2. ควรยอมรับว่าต้องมี mistake เกิดขึ้นซึ่งเป็นธรรมชาติของนวัตกรรมทุกประเภทและ 3. ควร assign supervisor ที่มีทัศนคติและความสามารถที่เหมาะสมในการประสานงานกับ partner จึงจะทำให้เพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จจาก partnership

——————-

ในตอนท้ายผมเล่าเกี่ยวกับ Role Model ของผมในเรื่องนวัตกรรมซึ่งไม่ใช่คนในยุคดิจิตอล แต่เป็นพระพุทธเจ้า ท่านที่สนใจว่าทำไมท่านถึงเป็น Role Model ผมในเรื่องนวัตกรรม หรือสนใจเรื่องที่เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาตอบโจทย์กลยุทธ์ธุรกิจ สามารถติดตามผมได้ทาง Facebook แล้วผมจะเขียนมาให้อ่านกันนะครับ