แนวโน้มซอฟท์แวร์ยุคใหม่กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม

(บทความนี้ได้มีการตีพิมพ์ใน Telecom Journal ในวันที่ 11 เมษายน 2554)

เมื่อพูดถึงอุปกรณ์โทรคมนาคม หลายๆท่านคงจะนึกถึงภาพของ Data Center ที่มีอุปกรณ์ขนาดใหญ่ แออัดกันอยู่ในตู้อุปกรณ์ เรียงกันเป็นแถวเป็นแนวยาว แย่งกันส่งเสียงระงมดัง ทำงานส่งข้อมูลจากผู้ใช้จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งอย่างไม่มีวันหยุด เบื้องหลังภาพที่เราเห็นเป็นฮาร์ดแวร์ เหล็กตันๆชิ้นใหญ่ๆ นั้นคือซอฟท์แวร์ ซึ่งเรามองไม่เห็น จับต้องไม่ได้ แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อระบบโทรคมนาคม และเป็นแหล่งโอกาสที่สำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมในบ้านเรา

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซอฟท์แวร์เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างทวีคูณในระบบโทรคมนาคม เราจะเห็นบทบาทของซอฟท์แวร์ได้ง่ายที่สุดในโทรศัพท์เคลื่อนที่ หลายปีก่อนหน้านี้งานส่วนใหญ่ในการผลิตโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นเรื่องของฮาร์ดแวร์ ในตอนนั้นเมื่อเราซื้อโทรศัพท์มาใช้ส่วนใหญ่เราก็ไม่ได้คาดหวังจะใช้อะไรมากไปกว่าฟังก์ชั่นที่มากับเครื่อง ถึงแม้เราจะสามารถใส่แอพพลิเคชั่นลงไปในเครื่องเพิ่มได้แต่ก็ไม่ได้ทำกันอย่างแพร่หลาย แต่ทุกวันนี้งานในการผลิตโทรศัพท์ยุคใหม่อย่างสมาร์ทโฟนกลายเป็นงานทางด้านซอฟท์แวร์มากขึ้นเรื่อยๆตั้งแต่ระบบปฏิบัติการไปจนถึงแอพพลิเคชั่น และในส่วนของผู้ใช้นั้นเมื่อเราซื้อสมาร์ทโฟนมาแทบจะทุกคนจะลงแอพพลิเคชั่นที่เราชื่นชอบเพิ่มเติมเพื่อใช้งานตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน

ความสำคัญของซอฟท์แวร์มีแต่จะมากขึ้นทุกวันในทุกส่วนในเครือข่ายโทรคมนาคม ตั้งแต่เครื่องโทรศัพท์ ระบบสื่อสัญญาทั้งไร้สายและมีสาย ระบบเน็ทเวอร์ค ระบบบิลลิ่ง บริการเสริม ฯลฯ วันนี้ผมจะขอเล่าแนวโน้มที่สำคัญของซอฟท์แวร์และอิทธิพลที่มีต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม ทั้งในส่วนของผู้ผลิตและผู้ให้บริการเป็นตอนๆ โดยในตอนแรกนี้จะพูดถึงเรื่องสำคัญ 3 เรื่องที่มีผลโดยตรงต่อต้นทุนและระยะเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ

โอเพนซอร์สซอฟท์แวร์

เวลาพูดถึงโอเพนซอร์สซอฟท์แวร์เรามักนึกถึง OpenOffice ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่สามารถใช้งานแทน Microsoft Office ได้ จริงๆแล้วโอเพนซอร์สซอฟท์แวร์ที่มีความสำคัญและมีบทบาทอย่างสูงมีอยู่อีกมาก แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ซอฟท์แวร์ที่ไว้ให้ End user ใช้งานแต่เป็นซอฟท์แวร์ที่เป็นส่วนประกอบเอาไปใช้สร้างแอพพลิเคชั่นให้ End user ใช้งานอีกต่อหนึ่ง

ตัวอย่างของซอฟท์แวร์ลักษณะนี้ที่โด่งดังและใช้กันแพร่หลายมากที่สุดคือเว็บเซอร์ฟเวอร์ที่ชื่อว่า Apache ท่านผู้อ่านที่มีโอกาสลงไปจับต้องอุปกรณ์ด้าน IT อยู่บ้างจะสังเกตุเห็นว่าอุปกรณ์หลายประเภทเช่น เราเตอร์ เราต้องเข้าไปตั้งค่าอุปกรณ์ผ่านหน้าเว็บเบราเซอร์ ภายในอุปกรณ์ประเภทนี้จะมีเว็บเซอร์ฟเวอร์แบบApache อยู่เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้ามาใช้ผ่านเว็บได้ ซึ่งผู้ผลิตส่วนใหญ่ไม่มีใครเขียนขึ้นมาเอง แต่จะใช้โอเพนซอร์สซอฟท์แวร์แบบ Apache เข้ามาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ทำให้ประหยัดต้นทุนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์   สามารถไปให้น้ำหนักงานในการทำในสิ่งที่สร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์แทนที่จะมาเสียเวลาทำในสิ่งที่มีของฟรีให้ใช้อยู่แล้วอย่างเว็บเซอร์ฟเวอร์เป็นต้น

ปัจจุบันโลกของโอเพนซอร์สซอฟท์แวร์นั้นกว้างใหญ่ไพศาลและมีซอฟท์แวร์ที่มีคุณภาพสูงแบบที่ทัดเทียมหรือบางครั้งดีกว่าซอฟท์แวร์ที่ต้องใช้เงินซื้ออยู่มากมาย บริษัทชั้นนำของโลกต่างก็นำโอเพนซอร์สซอฟท์แวร์ดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดกันทุกราย ในมุมมองนี้ ผมอยากให้ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการที่ยังไม่ได้นำโอเพนซอร์สซอฟท์แวร์มาใช้ให้เปิดใจและนำมาลองใช้ดู จะทำให้ท่านสามารถประหยัดงบประมาณในการซื้อซอฟท์แวร์แพงๆที่ไม่จำเป็น และนำเงินดังกล่าวไปพัฒนาทีมงานและบุคคลากรเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์และบริการดีกว่า

ภาษาคอมพิวเตอร์ยุคใหม่

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านที่อยู่รุ่นเดียวกับผมที่ได้มีโอกาสได้เรียนการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์สมัยเรียนหลายๆคนคงมองการเขียนโปรแกรมเป็นเหมือนยาขม หลังจากเรียนจบไปแล้วก็อย่าได้มาพบเจอกันอีกเลย การที่หลายๆคนคิดอย่างนั้นเป็นเพราะภาษาคอมพิวเตอร์ในยุคเก่าอย่าง C, C++, Java นั้นเป็นภาษาที่ออกแบบมาเป็น”เครื่องมือที่สั่งคอมพิวเตอร์ให้ทำงาน” ด้วยแนวคิดนี้ทำให้ภาษาที่ออกแบบมานั้นจะมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายที่เกี่ยวกับวิธีการทำงานของคอมพิวเตอร์ ซึ่งปุถุชนเดินดินธรรมดาอาจจะรู้สึกผิดธรรมชาติเพราะวิธีที่คนคิดกับเครื่องทำงานนั้นค่อนข้างจะแตกต่างกันมากพอดู

เพื่อแก้ข้อเสียดังกล่าวภาษาคอมพิวเตอร์ยุคใหม่หลายภาษาถูกออกแบบใหม่ให้เป็น “เครื่องมือที่จำลองวิธีคิดของคน” ภาษายุคใหม่ดังกล่าวจะเน้นทำให้คนสามารถนำความคิดแสดงออกมาให้ง่ายที่สุดโดยไม่ต้องกังวลว่าเครื่องจะนำไปทำงานได้อย่างไร หลายๆภาษานั้นทำออกมาง่ายเสียจนมองเผินๆแล้วดูเหมือนภาษาคนไม่เหมือนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทำให้การเขียนโปรแกรมเหมือนการเขียนความคิดออกมาธรรมดา

ภาษาประเภทนี้ถึงขนาดทำให้คนธรรมดาที่ไม่ได้เป็นโปรแกรมเมอร์สามารถนำเอาความเชี่ยวชาญซึ่งอยู่ในหัวของเรานั้นทำออกมาให้อยู่ในรูปซอฟท์แวร์ได้ ซึ่งถ้าสามารถทำให้อยู่ในรูปซอฟท์แวร์ได้ก็หมายถึงเราสามารถขยายผลนำความเชี่ยวชาญของเรานั้นเอาไปต่อยอดให้เกิดผลในวงกว้างขึ้นได้ ทำธุรกิจต่อยอดได้มากขึ้น ตัวอย่างของภาษาประเภทนี้เช่น Python, Ruby เป็นต้น

ความสำคัญของภาษายุคใหม่พวกนี้คือการลดต้นทุนในการพัฒนา เนื่องจากเป็นภาษาที่ง่ายในการเรียนรู้ทำให้ระยะเวลาในการอบรมพนักงานลดลง เนื่องจากเป็นภาษาที่ง่ายในการเขียนทำให้ใช้ระยะเวลาในการพัฒนาสั้นลง มีการทำศึกษาหลายๆชิ้นพบว่าภาษายุคใหม่พวกนี้ทำให้ระยะเวลาการพัฒนาลดลงเมื่อเทียบกับภาษาแบบเดิมถึง 5-10 เท่า ลองคิดดูซิครับว่าถ้าต้นทุนในการทำธุรกิจลดลงถึง 5-10 เท่าจะมีผลอย่างไรกับธุรกิจท่าน

แอพพลิเคชั่นเฟรมเวอร์ค

ในการพัฒนาซอฟท์แวร์นั้นมีหลักการสำคัญอยู่ข้อหนึ่งคือการ Reuse ซอร์สโค้ดให้มากที่สุด เพื่อประหยัดต้นทุนและเวลาในการพัฒนา เพื่อให้เกิดการ Reuse ดังกล่าวในทางปฏิบัติในการพัฒนาซอฟท์แวร์จึงมีการจัดกลุ่มก้อนของซอร์สโค้ดที่ต้องใช้บ่อยๆเป็นกลุ่มๆเรียกว่าไลบรารี่ ถ้าเปรียบเทียบไลบรารี่ก็เหมือนกับวัสดุที่ใช้บ่อยในงานช่างที่เราเตรียมเอาไว้ เช่นในการสร้างบ้านเราอาจจะมีไม้ที่มีขนาดมาตรฐานที่ใช้บ่อยๆ แทนที่จะต้องมานั่งตัดกันใหม่ทุกครั้งก็ทำเก็บเอาไว้เลย เวลาจะใช้ก็สามารถนำเอามาใช้ได้ไม่ต้องเสียเวลาตัด

ในทางซอฟท์แวร์มีการ Reuse อีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่าก้าวไปอีกขั้นหนึ่งคือการใช้เฟรมเวอร์ค ถ้าเปรียบเทียบกับตัวอย่างการสร้างบ้านการใช้เฟรมเวอร์คคือการเตรียมโครงบ้านทั้งหลังเอาไว้เลย โดยเว้นไว้เฉพาะสิ่งที่เจ้าบ้านมักจะเลือกตามความชอบ ตัวอย่างเช่นทำโครงบ้านไว้ทั้งหลัง เว้นไว้เฉพาะหลังคา (ที่เจ้าบ้านจะเลือกสีเลือกประเภท) พื้น (ปาร์เก์, วีเนียร์, กระเบื้อง, แกรนิโต้) สุขภัณฑ์ เป็นต้น เฟรมเวอร์คถูกทำขึ้นไว้สำหรับซอฟท์แวร์ประเภทต่างๆ เหมือนบ้านที่มีหลายสไตล์ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว การใช้เฟรมเวอร์คนั้นสามารถทำควบคู่ไปกับการใช้ไลบรารี่ได้ แต่เป็นการ Reuse ในลักษณะที่ต่างกัน

การใช้เฟรมเวอร์คช่วยประหยัดต้นทุนและระยะเวลาในการพัฒนาซอฟท์แวร์ได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในซอฟท์แวร์ที่รูปแบบที่ใช้กันบ่อยๆ เฟรมเวอร์คที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดคือเว็บแอพพลิเคชั่นเฟรมเวอร์คซึ่งก็คือ เฟรมเวอร์คที่ใช้สร้างเว็บไซต์และเว็บแอพพลิเคชั่น ที่ดังๆเช่น CakePHP, Rails, Django นอกจากนี้ตัวอย่างในสมาร์ทโฟนคือโกโก้เฟรมเวอร์ค (Cocoa) ที่ใช้ในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนเครื่องตระกูล iOS เช่น iPhone, iPad เป็นต้น

ในวันนี้เราพูดถึงแนวโน้มสำคัญสามอย่างในซอฟท์แวร์ที่มีผลต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม คือโอเพนซอร์สซอฟท์แวร์, ภาษาคอมพิวเตอร์ยุคใหม่, และแอพพลิเคชั่นเฟรมเวอร์ค ความสำคัญของทั้งสามเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ในทางเทคนิคเท่านั้น แต่มีผลโดยตรงต่อธุรกิจในแง่ของต้นทุนและความเร็วในการพัฒนาดังที่ได้กล่าวข้างต้น ถ้าผู้ประกอบการและผู้บริหารในวงการโทรคมนาคมและไอทีเข้าใจถึงความสำคัญของแนวโน้มดังกล่าวและนำไปประยุกต์ใช้งานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของท่านได้อย่างเหมาะสมจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของท่านอย่างมากมายมหาศาล

โลกแห่ง Machine-to-Machine

(บทความนี้ได้มีการตีพิมพ์ใน Telecom Journal ในวันที่ 4 เมษายน 2554)

ท่านผู้อ่านที่ติดตามเทรนด์เทคโนโลยีใหม่อาจจะเคยได้ชื่อ M2M หรือ Machine-to-Machine กันมาระยะหนึ่งแล้ว M2M  ก็คือเทคโนโลยีที่ทำให้อุปกรณ์ต่างๆสามารถส่งข้อมูลระหว่างกันเองได้ ความสำคัญของเทคโนโลยีตัวนี้ในแง่เศรษฐกิจคือจะทำให้เกิดอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มหาศาลในอนาคต มีการคาดการณ์ว่าในปี ค.ศ. 2014 อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ M2M จะมีขนาดใหญ่ถึงหกหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณสองล้านล้านบาท  นอกจากนี้ในอีกไม่ถึงสิบปีข้างหน้าจะมีเครื่องที่ต่อกับเครือข่าย M2M ถึง 5 หมื่นล้านเครื่องซึ่งมากกว่าจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันถึง 10 เท่า เมื่อ M2M มีขนาดและความสำคัญถึงขนาดนี้ในวันนี้เราจะมาตีประเด็นกันเรื่อง M2M เพื่อให้เห็นถึงศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจกันให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

กลไกการทำงานของ M2M นั้นเริ่มจากเครื่องที่มีตัววัด เซ็นเซอร์ หรือมีเตอร์ที่ใช้วัดค่าบางอย่างเช่นอุณหภูมิ ระดับสินค้าคงคลัง ซึ่งข้อมูลจะถูกส่งผ่านเครือข่ายโดยเครือข่ายที่ว่าอาจจะเป็นเครือข่ายไร้สาย เครือข่ายมีสาย หรือผสมกันก็ได้ โดยข้อมูลจะถูกส่งไปยังแอพพลิเคชั่นซึ่งทำหน้าที่แปลงข้อมูลดิบให้เป็นข้อมูลที่มีความหมายและใช้ในการตัดสินใจได้ การทำงานด้วยกลไกนี้ช่วยลดความยุ่งยากและต้นทุนในกระบวนการเก็บข้อมูลที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอได้อย่างมหาศาล และยังทำให้สามารถสร้างระบบที่ตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างทันท่วงที

ตัวอย่างหนึ่งการใช้งาน M2M  คือระบบ Smart Grid ซึ่งเป็นระบบการวัดค่าการใช้งานไฟฟ้าโดยใช้เทคโนโลยี M2M ในการส่งค่าที่วัดได้ดังกล่าวมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนกลางเพื่อประมวลผล ในปัจจุบันการวัดค่าการใช้งานไฟฟ้ายังใช้ระบบเดิมคือใช้คนไปอ่านค่ามิเตอร์ตามบ้าน และอาคารต่างๆ การวัดค่าไฟในลักษณะดังกล่าวมีต้นทุนในการดำเนินการสูง ทำให้การวัดไม่สามารถทำได้บ่อย เทคโนโลยี M2M ทำให้เราสามารถวัดค่าได้อย่างต่อเนื่องโดยมีต้นทุนที่ต่ำกว่าอย่างมาก และก่อให้เกิดประโยชน์ในหลายๆทาง

ประโยชน์ที่เห็นได้ง่ายที่สุดคือการลดต้นทุนในการวัดค่ามิเตอร์ไฟเพื่อมาใช้ในการคำนวณค่าใช้จ่ายที่ไปเก็บกับลูกค้า ซึ่งในลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งที่การไฟฟ้าต้องทำอยู่แล้วแต่จะสามารถทำได้ในต้นทุนที่ต่ำลงอย่างมากมาย

ระบบ Smart Grid ยังสามารถทำให้การให้บริการกับลูกค้าทันท่วงทีมากขึ้น ถ้าเรามีข้อมูลจากระบบ Smart Grid ผ่าน M2M เมื่อเกิดไฟดับหรือมีปัญหา ทางการไฟฟ้าจะรู้ได้ทันทีและสามารถส่งช่างออกไปได้โดยไม่ต้องรอให้ลูกค้าต้องโทรมาแจ้งปัญหา บนถนนเมื่อมีไฟดับการไฟฟ้าจะรู้ไดทันทีและสามารถส่งคนไปซ่อมได้โดยไม่ต้องรอให้ผู้ขับขี่รถหรือเจ้าหน้าที่แจ้งเข้ามา ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นจากทัศนวิสัยที่ไม่ดีเนื่องจากขาดแสงสว่างที่เพียงพอบนท้องถนน

นอกจากนี้ข้อมูลที่เก็บมาได้แบบ real-time นั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังสามารถเปิดผ่านระบบให้ลูกค้าสามารถเข้ามาดูเพื่อทำความเข้าใจรูปแบบการใช้พลังงานของตัวเองและวางแผนการใช้พลังงานได้อย่างเหมาะสม ท่านผู้อ่านบางคนอาจจะเคยสงสัยว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้แต่ละตัวนั้นมันกินไฟแค่ไหน แต่เดิมเราไม่มีทางที่จะรู้ข้อมูลดังกล่าวได้ แต่ถ้ามีข้อมูลจาก Smart Grid เราสามารถที่จะคาดการณ์ได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างเช่นเราสามารถลองปิดการใช้งานเครื่องบางเครื่องที่เราสงสัยว่าจะกินไฟแล้วดูว่าสามารถประหยัดการใช้พลังงานได้เท่าใดเป็นต้น หรือหากมีการคิดราคาค่าไฟตามเวลาช่วง peak, off-peak ลูกค้าก็สามารถปรับการใช้งานในช่วงที่ราคาสูงแล้วเห็นผลได้ทันทีว่าทำให้ลดการใช้ไฟได้มากน้อยเพียงใด พูดง่ายๆคือข้อมูลจาก Smart Grid สามารถทำให้ทุกคนสามารถช่วยสังคมในการประหยัดไฟได้คนละไม้ละมือและทำได้อย่างสม่ำเสมอทุกวัน ไม่ต้องรบกวนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลต้องมารณรงค์เป็นครั้งคราวแบบปัจจุบัน

นอกจากระบบ Smart Grid แล้ว M2M ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้ในแทบทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นด้านการบำรุงรักษาอุปกรณ์ในอุตสาหกรรม, ด้านการคมนาคม ขนส่งและลอจิสติกส์ (ใช้ในรถเพื่อส่งตำแหน่ง GPS), ด้านการเกษตร (ใช้เครื่องวัดสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เช่น อุณหภูมิ, ความชื้น, แสงสว่าง), ด้านการควบคุมคลังสินค้า, ด้านการให้บริการนอกสถานที่ (field service), ด้านการสาธารณสุข (เครื่องวัดร่างกายผู้ป่วยและส่งมาประมวลผลยังส่วนกลาง เช่น อุณหภูมิ, คลื่นหัวใจ, ฯลฯ) ในอนาคตเทคโนโลยี M2M จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของพวกเราในทุกแง่มุม ในลักษณะเดียวกันหรืออาจจะมากกว่าการที่เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้ามามีผลกับชีวิตประจำวันของพวกเราในทุกวันนี้

ตลาดของสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับ M2M ในอนาคตนั้นมีขนาดมหาศาลเกินที่จะบรรยาย วิธีง่ายที่สุดที่จะให้เห็นภาพขอให้ท่านผู้อ่านมองไปรอบตัวท่านในขณะที่อ่านบทความนี้อยู่ ลองดูว่ารอบตัวท่านนั้นมีคนหรืออุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์มากกว่ากันและมากกว่ากันกี่เท่า ถ้าท่านไม่ได้บังเอิญไปอ่านบทความนี้ในรถเมล์หรือรถไฟฟ้าผมค่อนข้างมั่นใจว่าคำตอบที่ได้คือมีเครื่องมากกว่าคน อย่างต่ำๆก็น่าจะ 5 เท่าหรืออาจจะถึง 10 เท่า ลองนึกภาพว่าถ้าทุกเครื่องมีอุปกรณ์สื่อสารที่ส่งผ่าน M2M จำนวน SIM ที่ใช้สำหรับเครื่องจะมากกว่าคนเพียงใด

ปัจจุบันมีผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่มากกว่า 5 พันล้านคนทั่วโลก สำหรับ M2M นั้น ณ วันนี้มีเครื่องที่ต่อกับเครือข่าย M2M อยู่ในหลักร้อยล้านเครื่องเท่านั้น แต่ถ้ามองในแง่การเติบโตของอุปกรณ์ที่เชื่อมกับเครือข่าย M2M นั้นเรียกว่าโตแบบทบทวีคูณ (exponential growth) ในทุกๆปี บริษัท อิริคสัน หนึ่งในบริษัทชั้นนำด้านการสื่อสารแห่งประเทศสวีเดนประมาณการณ์ไว้ว่าในปี 2020 หรืออีกไม่ถึงสิบปีข้างหน้านั้นจะมีอุปกรณ์ที่ต่อกับเครือข่าย M2M ถึง 5หมื่นล้านเครื่อง หรือเป็น 10 เท่าของจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบัน ถ้ามองในแง่ของโอกาสทางธุรกิจแล้ว ตลาด M2M มีศักยภาพมหาศาล เทคโนโลยี M2M นี้จะเป็นตัวที่พลิกโฉมหน้าและเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั่วโลกเลยทีเดียว

โอกาสทางธุรกิจของ M2M นั้นมีอยู่หลายด้าน ด้านแรกสำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกรายจะสามารถขยายการให้บริการจากการให้คนใช้ SIM คุยกันมาเป็นให้เครื่องใช้ SIM คุยกัน ข่าวดีก็คือจำนวนเครื่องที่คุยกันจะมีมากกว่าคนหลายเท่า ถึงแม้ปริมาณการใช้งานของเครื่องจะไม่มากเท่าคน (ในอนาคตต่อให้เครื่องจะฉลาดแค่ไหน ผมมั่นใจว่ามันคงไม่แอบนินทากันเองระหว่างเวลาทำงานครับ) แต่เมื่อคูณจำนวณเข้าไปแล้วจะเป็นเม็ดเงินที่มหาศาล

นอกจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้วยังมีโอกาสในด้านอื่นๆอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์วัดซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากในเทคโนโลยี M2M  แอพพลิเคชั่นประมวลผลจากข้อมูลวัดที่ได้จากอุปกรณ์ หรือจะเป็นบริการ System Integration ที่นำชิ้นส่วนต่างๆมาต่อเข้ากันเป็นระบบให้กับลูกค้าเพื่อนำไปใช้งานในธุรกิจหรือส่วนตัว ซึ่งบริษัทหรือผู้เชี่ยวชาญอิเล็คทรอนิกส์ ซอฟท์แวร์แอพพลิเคชั่น และ System Integrator บ้านเราควรหันมาให้ความสนใจ M2M มากขึ้นเพราะเป็นตลาดใหญ่และมีศักยภาพอย่างมาก

ตบท้ายนี้เพื่อไม่ให้ท่านผู้อ่านต้องฝันค้าง ผมลืมบอกไปว่าเทคโนโลยี M2M นี้ส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายไร้สายอย่าง 3G กันเป็นหลัก เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะคิดกันไปไกลกว่านี้ มาช่วยกันผลักดันให้ 3G บ้านเราเกิดอย่างเต็มรูปแบบกันก่อนดีกว่าครับ